thansettakij
เจาะ 36 นโยบาย 'พรรคประชาชน' หาเสียงเลือกตั้ง 2569 วงเงินงบ 7.4 แสนล้าน

เจาะ 36 นโยบาย 'พรรคประชาชน' หาเสียงเลือกตั้ง 2569 วงเงินงบ 7.4 แสนล้าน

27 ม.ค. 2569 | 09:22 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ม.ค. 2569 | 10:10 น.

เจาะลึกพิมพ์เขียวนโยบาย "พรรคประชาชน" กับงบประมาณมหาศาล 7.41 แสนล้านบาทต่อปี ที่แจ้งต่อ กกต. ในการหาเสียงเลือกตั้ง 2569 ครอบคลุม 36 โครงการ ตั้งแต่รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า หวยใบเสร็จ SME จนถึงปฏิรูปกองทัพ เช็กรายละเอียดที่นี่

KEY

POINTS

  • พรรคประชาชนเสนอนโยบายหาเสียง 36 โครงการ โดยใช้วงเงินงบประมาณรวมกว่า 7.4 แสนล้านบาทต่อปี
  • นโยบายส่วนใหญ่เน้นด้านสวัสดิการ ซึ่งใช้งบประมาณสูงสุดกว่า 2.8 แสนล้านบาทสำหรับเบี้ยผู้สูงอายุ คนพิการ และเงินอุดหนุนเด็ก
  • นโยบายเด่นที่ถูกจับตามองคือ "หวยใบเสร็จ" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ SME และการปฏิรูปกองทัพให้มีโครงสร้างแบบพีระมิด
  • แหล่งเงินทุนหลักกว่า 71% จะมาจากการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีจากงบประมาณแผ่นดินปกติ

ในการก้าวเข้าสู่ศึกการเลือกตั้งปี 2569 หนึ่งในพรรคการเมืองที่ถูกจับตามองมากที่สุดในมิติทางเศรษฐกิจคือ พรรคประชาชน ซึ่งได้ยื่นรายละเอียดนโยบายหาเสียงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.ป.พรรคการเมือง

ฐานเศรษฐกิจ เจาะลึกรายละเอียดจากเอกสารที่ เปิดเผยโดย กกต. พบว่าพรรคสีส้มนำเสนอวิสัยทัศน์ผ่าน โครงการที่ต้องใช้เงินรวมทั้งสิ้น 36 โครงการ ภายใต้ 15 หมวดนโยบายหลัก คิดเป็น วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 741,835,000,000 บาทต่อปี (เจ็ดแสนสี่หมื่นหนึ่งพันแปดร้อยสามสิบห้าล้านบาท)

ซึ่งก่อนหน้านี้ กกต. ได้มีมติให้พรรคเร่งชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็น "เบี้ยผู้สูงอายุ-การแก้หนี้เกษตรกร-หวยใบเสร็จ" เพื่อให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจ

เปิดพิมพ์เขียว 36 โครงการ: ลงทุนรายมิติและงบประมาณ

เพื่อให้เห็นความชัดเจนในเชิงลึก ฐานเศรษฐกิจได้รวบรวมรายละเอียดงบประมาณรายโครงการทั้งหมด ดังนี้

1. หมวดนโยบายสวัสดิการ (ฐานรากคุณภาพชีวิต - รวม 286,750 ล้านบาท/ปี)

  • เบี้ยผู้สูงอายุ: 190,000 ล้านบาท/ปี (เป้าหมายปรับเป็น 1,500 บาทถ้วนหน้าในปี 2573 เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ),
  • เบี้ยคนพิการ: 34,000 ล้านบาท/ปี (ปรับเพิ่มเป็น 1,200 - 2,000 บาท ตามระดับความรุนแรง),
  • การจัดการที่อยู่อาศัยทั้งระบบ: 32,250 ล้านบาท/ปี (เป้าหมาย 1 ล้านหน่วยใน 4 ปี ผ่านโครงการบ้านมั่นคงและสินเชื่อบ้านหลังแรก),
  • เงินอุดหนุนเด็กและศูนย์เด็กเล็กคุณภาพ: 27,000 ล้านบาท/ปี (ดูแลตั้งแต่ในครรภ์จนถึงวัยเรียน),
  • สวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ (ผ้าอนามัย): 3,500 ล้านบาท/ปี,

2. หมวดนโยบายโครงสร้างพื้นฐานและน้ำ (รวม 209,400 ล้านบาท/ปี)

  • โครงการเมกะโปรเจกยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วไทย: 130,000 ล้านบาท/ปี
  • เงินทุนสนับสนุนการจัดการกลุ่มน้ำย่อยสำหรับ อปท.: 60,000 ล้านบาท/ปี
  • ระบบคมนาคมที่ทั่วถึงและปลอดภัย: 19,400 ล้านบาท/ปี (ครอบคลุมทางถนน ทางรางรถไฟทางคู่ และทางเรือ)

3. หมวดนโยบายสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (รวม 123,250 ล้านบาท/ปี)

  • บริการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยระยะยาว และสุขภาพจิต: 45,000 ล้านบาท/ปี
  • การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน: 37,750 ล้านบาท/ปี (รื้อระบบจัดการขยะและบำบัดน้ำเสียทั่วไทย)
  • ปฏิรูประบบบริการสุขภาพทั่วไทย: 35,500 ล้านบาท/ปี (เน้นลดภาระงานบุคลากรและเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วย)
  • แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ: 4,000 ล้านบาท/ปี (เน้นแก้ไฟป่าและมลพิษอุตสาหกรรม)
  • ดูแลสวัสดิภาพสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และสัตว์จร: 1,000 ล้านบาท/ปี

4. หมวดนโยบายเศรษฐกิจ SME และพลังงาน (รวม 110,200 ล้านบาท/ปี)

  • ปรับโครงสร้างพลังงานที่เป็นธรรม: 51,000 ล้านบาท/ปี
  • ยกระดับ SME (คนละครึ่งและหวยใบเสร็จ): 24,000 ล้านบาท/ปี
  • ยกระดับทักษะแรงงานและคูปองเรียนรู้: 20,000 ล้านบาท/ปี
  • กระตุ้นกำลังซื้อภาคอุตสาหกรรม (คนละครึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าไทย): 10,000 ล้านบาท (วงเงินครั้งเดียว)
  • สินเชื่อสร้างตัว SME (กองทุนเพิ่มผลิตภาพ): 5,000 ล้านบาท (วงเงินครั้งเดียว)
  • ยกระดับธุรกิจไทยด้วยดิจิทัลและ AI: 200 ล้านบาท/ปี

5. หมวดนโยบายการศึกษาและการเกษตร (รวม 70,020 ล้านบาท/ปี)

  • ลดต้นทุนการเกษตร (คูปองต้นทุนต่อหน่วยพื้นที่): 21,000 ล้านบาท/ปี
  • เรียนฟรี (เพิ่มงบรายหัว อาหาร และนม): 16,000 ล้านบาท/ปี
  • พัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กและอาชีวศึกษา: 12,500 ล้านบาท/ปี
  • คูปองเปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน: 11,200 ล้านบาท/ปี
  • แก้หนี้เกษตรกร (เน้นกลุ่ม 70 ปีขึ้นไปและหนี้เรื้อรัง): 4,000 ล้านบาท/ปี
  • บริหารจัดการอุปสงค์-อุปทานสินค้าเกษตร: 4,000 ล้านบาท/ปี
  • พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่: 1,000 ล้านบาท/ปี
  • เพิ่มการเข้าถึงระดับอุดมศึกษา (อุดหนุน TCAS): 320 ล้านบาท/ปี

6. หมวดการปฏิรูปและความมั่นคง (รวม 21,965 ล้านบาท)

  • ปฏิรูปกองทัพ (ทันสมัย/อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ): 4,000 ล้านบาท/ปี
  • ความมั่นคงใหม่ (มลพิษข้ามแดน/ความมั่นคงทางแร่): 3,000 ล้านบาท/ปี
  • จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน: 3,000 ล้านบาท (วงเงินต่อครั้ง)
  • จัดการที่ดิน One Map และเร่งรัดโฉนด: 3,000 ล้านบาท/ปี
  • ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์: 2,000 ล้านบาท/ปี
  • ป้องกันและจัดการสาธารณภัยอย่างเป็นระบบ: 1,500 ล้านบาท/ปี
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวระยะสั้นและยาว: 1,500 ล้านบาท/ปี
  • สนับสนุนกีฬาอาชีพและสุขภาพ: 800 ล้านบาท/ปี
  • เพิ่มประสิทธิภาพกำลังพลกองทัพ (Pyramid Structure): 665 ล้านบาท/ปี

กลไก "หวยใบเสร็จ" และการปฏิรูปโครงสร้างกองทัพ

ในรายละเอียดที่พรรคประชาชนต้องชี้แจงต่อ กกต. มีประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ "หวยใบเสร็จ SME" ซึ่งเป็นกลยุทธ์จูงใจให้ประชาชนซื้อสินค้าจากร้านค้ารายย่อย โดยกำหนดว่าเมื่อซื้อครบ 500 บาท จะได้รับหวย 1 ใบผ่านแอปฯ "เป๋าตัง" เพื่อลุ้นรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน, เป้าหมายคือการดึง SME เข้าสู่ระบบภาษีและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

อีกด้านหนึ่งคือ การปฏิรูปกองทัพ ที่เสนอการปรับโครงสร้างเป็นแบบ "พีระมิด" (Pyramid Structure) เพื่อลดจำนวนนายพลที่ล้นระบบและนำงบประมาณไปจัดสรรเป็นสวัสดิการให้ทหารชั้นผู้น้อย รวมถึงโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับนายทหารระดับสูง

แหล่งที่มาของเงิน: หัวใจสำคัญของวินัยการคลัง

ความท้าทายที่พรรคประชาชนต้องตอบคำถามกกต. คือวงเงิน 7.4 แสนล้านบาทต่อปีนี้จะนำมาจากไหน?, พรรคได้แจกแจงที่มาของเงินไว้ 4 ส่วนหลัก ได้แก่:

  • งบประมาณแผ่นดินปกติ: 530,960 ล้านบาท (71.57%) จากการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี
  • เงินทุนหมุนเวียนกองทุน TFFIF: 86,000 ล้านบาท (11.59%)
  • การดำเนินการตามมาตรา 28 (วินัยการเงินการคลัง): 73,875 ล้านบาท (9.96%)
  • การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP): 51,000 ล้านบาท (6.87%)

ทำไมพรรคการเมืองต้องชี้แจงที่มางบประมาณ?

ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 และประกาศ กกต. ปี 2568 กำหนดให้พรรคการเมืองที่เสนอนโยบายที่ต้องใช้เงิน ต้องระบุข้อมูล 3 ส่วนสำคัญคือ 1. วงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงิน 2. ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย และ 3. ผลกระทบและความเสี่ยง

หากพรรคใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง กกต. มีอำนาจสั่งให้แก้ไขภายในเวลาที่กำหนด หากยังเพิกเฉยจะต้องระวางโทษ ปรับไม่เกิน 500,000 บาท และปรับเพิ่มอีกวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

 

เปิดเอกสาร นโยบาย 'พรรคประชาชน' หาเสียงเลือกตั้ง 2569 ฉบับเต็ม