

KEY
POINTS
ในวันที่บรรยากาศการเมืองไทยเริ่มคุกรุ่นก่อนถึงวันลงคะแนน 8 กุมภาพันธ์ 2569 “พรรคโอกาสใหม่” ภายใต้การนำของ จตุพร บุรุษพัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมือบริหาร ได้ยื่นรายละเอียดนโยบายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างละเอียด นี่ไม่ใช่แค่การหาเสียงแบบขายฝัน แต่คือการวาง "Business Plan"
พรรคจัดกลุ่มงบประมาณรวม 25,000 ล้านบาท ออกเป็นยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกับงบประจำปีเดิม ดังนี้:
1. กลุ่ม "Safety Net" (สวัสดิการเน้นกลุ่มเป้าหมาย)
มารดาประชารัฐ (1.2 หมื่นล้านบาท): ไม่ได้แจกแบบหว่านแห แต่ใช้ระบบ "Digital Wallet" ผูกกับสมุดสุขภาพแม่และเด็ก เพื่อบังคับให้เข้าถึงวัคซีนและตรวจสุขภาพตามเกณฑ์
เบี้ยผู้สูงอายุพลัส (3,000 ล้านบาท): งบส่วนนี้เน้นการ "จ้างงานผู้สูงอายุ" ในชุมชนให้กลับมามีรายได้ ไม่ใช่แค่การจ่ายเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียว
บริหารจัดการน้ำครบวงจร (5,000 ล้านบาท): เน้นการลงทุนใน "แก้มลิงอัจฉริยะ" และระบบชลประทานในเขต EEC เพื่อรองรับอุตสาหกรรม Data Center และ AI ที่กินทรัพยากรน้ำสูง
กองทุน Net Zero (3,000 ล้านบาท): ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SME ที่ต้องการปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อลดคาร์บอน
Learn to Earn (2,000 ล้านบาท): งบประมาณส่วนนี้ใช้สำหรับการทำ "Matching Grant" ร่วมกับบริษัทเอกชน ใครที่รับเด็กจบใหม่เข้าทำงานและเทรนทักษะใหม่ พรรคจะช่วยอุดหนุนเงินเดือนบางส่วน
ในเวทีดีเบตครั้งสำคัญ “NATION DEBATE 2569 : จุดเปลี่ยนประเทศไทย” เพื่อเปิดพื้นที่ให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองต่าง ๆ แสดงวิสัยทัศน์และแนวทางขับเคลื่อนประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยหนึ่งในผู้ร่วมเวทีคือ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคโอกาสใหม่ ได้ตอบคำถามถึงความเร่งด่วนในการสร้าง “จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใน 1 ปีแรกของการบริหารประเทศ
นายจตุพร เสนอแนวคิดการปรับโครงสร้างงบประมาณครั้งใหญ่ โดยเน้นการเร่งกระจายงบลงทุนลงสู่พื้นที่ สร้างการจ้างงานในท้องถิ่น ปฏิรูประบบราชการและการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาปากท้อง หนี้สิน ภัยพิบัติ และความมั่นคง จะต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมภายในกรอบเวลา 100 วันแรก และต่อเนื่องตลอด 1 ปีแรกของรัฐบาล
นายจตุพรกล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องได้รับ “โอกาสใหม่” โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นการทำงานของรัฐบาล หากเข้าบริหารประเทศราวเดือนเมษายน จะเร่งปรับแผนการใช้งบประมาณทันที โดยชี้ว่าปัจจุบันประเทศไทยมีงบลงทุนรวมประมาณ 860,000 ล้านบาทต่อปี แต่เป็นงบลงทุนจริงเพียงราว 500,000 ล้านบาท และการดำเนินการยังไม่เกิดผลอย่างเต็มที่.