KEY
POINTS
ชลบุรี – เมื่อวันพุธที่ 21 มกราคม 2569 ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี รายการ Nation Insight จัดเวที NATION INSIGHT พิเศษ (เวทีดีเบตภูมิภาค) เปิดพื้นที่ให้ตัวแทน 6 พรรคการเมือง แสดงวิสัยทัศน์และนโยบายต่อประเด็นสำคัญของภาคตะวันออก โดยมีผู้แทนจากภาคท้องถิ่น นักวิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และภาคเอกชน ร่วมตั้งคำถามอย่างเข้มข้น โดยมีผู้ร่วมดีเบตประกอบด้วย
นายสรวงศ์ เทียนทอง ระบุว่า ปัญหาการกระจายอำนาจของประเทศไทยเป็นสิ่งที่ตนพบเห็นโดยตรงจากการทำหน้าที่ สส. เขต โดยเฉพาะในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ผ่านมาแม้มีการ “ยกระดับสถานะ” องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นเทศบาลจำนวนมาก แต่การยกระดับดังกล่าวกลับเกิดขึ้นเพียงในเชิงโครงสร้าง โดยอำนาจหน้าที่ งบประมาณ และบุคลากรไม่ได้ถูกถ่ายโอนไปอย่างแท้จริง
การกระจายอำนาจที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ ทำให้ท้องถิ่นมี “กรอบงานมากขึ้น แต่ไม่มีเครื่องมือ” ส่งผลให้ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พรรคเพื่อไทยจึงยืนยันว่าการกระจายอำนาจต้องทำในภาพรวมทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะหน่วยงาน
ขณะที่บทบาทของส่วนกลางควรอยู่ที่การจัดสรรงบประมาณและกำกับภาพรวม ขณะที่ การวางแผนและตัดสินใจควรอยู่ที่ท้องถิ่น เพราะเป็นผู้ที่รู้ปัญหาและบริบทพื้นที่ดีที่สุด พร้อมยกตัวอย่างแนวคิดกองทุนหมู่บ้านว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมั่นในศักยภาพของประชาชนในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม การกระจายอำนาจต้องควบคู่กับการกำกับดูแล เพื่อให้แน่ใจว่างานที่รัฐบาลมอบหมายลงไป เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน พร้อมชี้ว่าความล่าช้าในการผลักดันกฎหมายและนโยบายในอดีต ส่วนหนึ่งมาจากความไม่ต่อเนื่องของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร
นายสาธิต ปิตุเตชะ ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มีหลักการสนับสนุนการกระจายอำนาจมาโดยตลอด โดยเห็นตรงกันว่าท้องถิ่นคือหน่วยงานที่เข้าใจปัญหาและสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและตรงจุดมากกว่าส่วนกลาง
ปัญหาสำคัญคือ กฎหมายขั้นตอนการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะเรื่องสัดส่วนงบประมาณ 35% ถูกเลื่อนการบังคับใช้อย่างต่อเนื่องทำให้ท้องถิ่นยังไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเต็มที่ พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอให้ “กลับหลักคิดทางกฎหมาย” จากเดิมที่กำหนดว่าท้องถิ่นทำอะไรได้บ้าง มาเป็นให้ท้องถิ่น ทำได้ทุกเรื่อง เว้นแต่เรื่องที่ส่วนกลางกำหนดชัดเจนว่าไม่สามารถทำได้ เช่น เรื่องความมั่นคง
ในด้านงบประมาณมองว่าหากเศรษฐกิจประเทศเติบโตและ GDP ขยายตัวได้ ท้องถิ่นจะสามารถจัดเก็บรายได้ได้เองมากขึ้น ลดการพึ่งพางบประมาณจากส่วนกลาง และสามารถพัฒนาแก้ไขปัญหาได้อย่างคล่องตัวกว่าเดิม
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน โดยเฉพาะแรงงานอุตสาหกรรม เยาวชน และชุมชนชายฝั่งภาคตะวันออก ซึ่งพรรคประชาชนยืนยันว่าเป็นหลักการที่ผลักดันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่
นายธนาธร ยกกรณี หาดแสงจันทร์ จังหวัดระยอง เป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งผลให้เกิดการสร้างเขื่อนแข็งป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งโดยไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ ทำให้ชายหาดถูกทำลายและทัศนียภาพเสื่อมโทรม ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเฉพาะพื้นที่เดียว แต่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
ปัญหาดังกล่าวเชื่อมโยงกับกระบวนการ EIA ที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งข้อดีและข้อเสียของโครงการ แต่กลับใช้วิธีเกณฑ์ประชาชนมายกมือเห็นชอบ ส่งผลให้โครงการพัฒนาหลายแห่งสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของชุมชน
นายสถิระ เผือกประพันธุ์ ระบุว่า ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี เผชิญปัญหากากอุตสาหกรรมจำนวนมากเป็นอันดับต้นของประเทศ จึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ
พรรคกล้าธรรมเสนอให้รัฐสนับสนุน Startup และอุตสาหกรรมใหม่ ผ่านระบบ Matching Fund โดยให้รัฐและเอกชนร่วมลงทุนในสัดส่วนเท่ากัน เพื่อสร้างนวัตกรรมและเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืนในพื้นที่ EEC
ในด้านการท่องเที่ยวแม้ชลบุรีจะสร้างรายได้มหาศาลจากการท่องเที่ยว แต่รายได้ส่วนใหญ่กลับไม่ถึงมือประชาชนในพื้นที่ พรรคจึงเสนอให้ผลักดัน เมืองรอง อำเภอรอง และหมู่บ้านเด่นๆ พร้อมส่งเสริมอัตลักษณ์ไทย เพื่อให้รายได้กระจายถึงชุมชนอย่างแท้จริง
นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ยอมรับว่า พรรคโอกาสใหม่เป็นพรรคขนาดเล็ก แต่หากได้รับโอกาสเข้าสภา จะใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรในการเสนอญัตติ ศึกษา และผลักดันนโยบายเกี่ยวกับ EEC อย่างต่อเนื่อง
นพ.ทศพรยืนยันว่า หากพรรคได้เข้าไปมีบทบาทในการบริหาร จะเร่งดำเนินงานอย่างเต็มที่ ไม่ปล่อยให้โครงการล่าช้า พร้อมชี้ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจต้องไม่แลกกับสุขภาพของประชาชน โดยรัฐต้องบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
นายเอกศิษฐ์ คุณานันทกุล ระบุว่า ปัญหาขยะอุตสาหกรรมและน้ำเสียในภาคตะวันออกส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม พรรคปวงชนไทยเสนอให้เข้มงวดการตรวจสอบโรงงาน บังคับใช้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนแนวคิด Green Economy รวมถึงเห็นด้วยกับการบังคับใช้กฎหมาย PRTR เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการจัดการสารพิษ