KEY
POINTS
วันนี้ (12 ม.ค. 69) นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรรมการ ป.ป.ช. ทุกคน เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนเขตอำนาจและอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการรับคำกล่าวหาและดำเนินการในคดีสินบนทองคำ ซึ่งมีกรรมการ ป.ป.ช. ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วย
นายสัญญาภัชระ ระบุว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขอความเป็นธรรม และเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามขั้นตอนและช่องทางที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องใช้กลไกพิเศษตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ในหนังสือได้เสนอให้ ป.ป.ช. พิจารณา 6 ประเด็นหลัก ได้แก่
1.ให้พิจารณาวินิจฉัยเขตอำนาจและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในคดีนี้เป็นลำดับแรก ก่อนดำเนินกระบวนการใด ๆ ในเนื้อหาคดี โดยเคร่งครัดตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2.ขอให้มีมติหรือคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร วินิจฉัยโดยชัดแจ้งว่า ป.ป.ช. มีหรือไม่มีอำนาจรับคำกล่าวหาและดำเนินคดีที่มีลักษณะกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้กระทำความผิด เพื่อความชัดเจนและเป็นไปตามหลักนิติธรรม
3.หากเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจเฉพาะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ขอให้มีคำสั่งไม่รับคำกล่าวหาและสำนวนคดีนี้ไว้พิจารณา และดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ
4.ในระหว่างที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยเขตอำนาจ ขอให้ ป.ป.ช. งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ในสาระของคดี ไม่ว่าจะเป็นการไต่สวน ตั้งคณะอนุกรรมการ หรือเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา
5.หากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. ขอให้มีคำสั่งคืนสำนวนให้พนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมระบุเหตุผลอย่างชัดเจน
6.ขอให้แจ้งผลการพิจารณาและคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ผู้กล่าวหา พนักงานสอบสวน และฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาโดยเร็ว
นายสัญญาภัชระ ยืนยันว่า การยื่นหนังสือดังกล่าวไม่ใช่การประวิงคดี แต่เป็นการเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามขั้นตอนและกรอบอำนาจตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยคดีในอดีตที่ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐจากการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังเห็นว่า การดำเนินการสอบสวนตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นคดีที่มีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และไม่สามารถแยกการดำเนินคดีออกเป็นส่วน ๆ ได้ หากเป็นการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดร่วมกันในลักษณะตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน คดีทั้งหมดต้องเข้าสู่กลไกตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ
นายสัญญาภัชระ ระบุด้วยว่า หาก ป.ป.ช. วินิจฉัยว่าไม่มีอำนาจ ต้องแจ้งให้ชัดเจนว่าไม่สามารถส่งเรื่องกลับไปให้หน่วยงานอื่นดำเนินการต่อได้ เพราะจะเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมาย และหากยังมีการดำเนินการต่อไป อาจจำเป็นต้องใช้สิทธิทางกฎหมายกับหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ท้ายที่สุด นายสัญญาภัชระ ย้ำว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยืนหยัดต่อสู้ในทุกขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรม ไม่หลบหนี และจะใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดกับบุคคลหรือองค์กรใด ๆ ที่กระทำให้ได้รับความเสียหาย