เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม ศาลยกฟ้อง “บิ๊กโจ๊ก” ปมสั่งออกจากราชการไว้ก่อน

09 ม.ค. 2569 | 09:36 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ม.ค. 2569 | 09:44 น.

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้อง “บิ๊กโจ๊ก” ปมสั่งออกจากราชการไว้ก่อน ชี้คดีอาญาร้ายแรงกระทบศรัทธาตำรวจ “บิ๊กต่าย” มีอำนาจสั่ง แม้เป็นรักษาการ ไม่ต้องรอผลสอบ

KEY

POINTS

  • ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้องคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ยื่นฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยวินิจฉัยว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
  • ศาลชี้ว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจออกคำสั่งได้ เนื่องจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังคงมีสถานะเป็นข้าราชการตำรวจ แม้จะถูกย้ายไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี
  • การที่ศาลอาญาออกหมายจับในคดีฟอกเงิน ถือเป็นมูลเหตุเพียงพอให้เชื่อว่ามีความผิดวินัยร้ายแรง จึงสามารถสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนได้โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน

วันนี้ (9 ม.ค. 69) ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิิ๊๋กโจ๊ก) อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีตรอง ผบ.ตร.) เป็นผู้ฟ้องคดี โดยยื่นฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) และนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1–3 กรณีมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน โดยขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และออกโดยผู้มีอำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงพิพากษายกฟ้อง

เป็นตำรวจอยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ผบ.ตร.

ศาลวินิจฉัยว่า การที่นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 106/2567 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2567 ให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีนั้น มิได้ทำให้พ้นจากสถานะข้าราชการตำรวจ หรือพ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังคงเป็นข้าราชการตำรวจตามนิยามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และยังอยู่ในบังคับบัญชาของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามมาตรา 63 (2) แห่งกฎหมายเดียวกัน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) จึงมีอำนาจออกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
+“บิ๊กต่าย”รักษาการ ผบ.ตร.ไม่ขาดความเป็นกลาง

ในประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ (บิ๊กต่าย)รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือขาดความเป็นกลางนั้น ศาลเห็นว่า แม้พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ จะมีอาวุโสลำดับถัดจากพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และอาจเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในอนาคต แต่การแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวต้องพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ด้านสืบสวนสอบสวนหรือป้องกันปราบปราม ผลงาน ศักยภาพ ความประพฤติ และยังต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตำรวจ (ก.ตร.) อีกชั้นหนึ่ง

พฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่เพียงพอให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ จะพิจารณาทางปกครองโดยไม่เป็นกลาง จึงไม่เป็นเจ้าหน้าที่ต้องห้ามตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และสามารถใช้อำนาจพิจารณาสั่งการได้โดยชอบ

ไม่ต้องเปิดโอกาสโต้แย้งก่อนสั่ง

ศาลยังวินิจฉัยว่า คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เป็นคำสั่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2540) ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เป็นกรณีข้อยกเว้นตามมาตรา 30 วรรคสอง (6) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกสั่งทราบข้อเท็จจริงหรือโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานก่อนออกคำสั่ง

ไม่ต้องรอผลสอบสวนก่อนสั่งออกได้

สำหรับคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 ซึ่งให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อนนั้น ศาลเห็นว่า ไม่ใช่การดำเนินการตามมาตรา 120 วรรคสี่ ที่ต้องมีข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสอบสวนก่อน แต่เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 131 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ซึ่งให้อำนาจผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสอบสวน

ออกหมายจับคดีฟอกเงิน = มีมูลวินัยร้ายแรง

ในส่วนของการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โดยไม่ได้สืบสวนข้อเท็จจริงก่อน ศาลระบุว่า กฎหมายเปิดช่องให้ผู้บังคับบัญชาใช้ดุลพินิจได้ หากมีพฤติการณ์หรือพยานหลักฐานเพียงพอ

กรณีนี้ ศาลอาญาได้ออกหมายจับพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หมายจับที่ 1396/2567 ลงวันที่ 2 เมษายน 2567 ในข้อหาสมคบฟอกเงิน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นข้อเท็จจริงที่เพียงพอให้เชื่อได้ว่ามีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง จึงไม่จำเป็นต้องสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนตั้งกรรมการสอบสวน

คดีอาญาร้ายแรงกระทบศรัทธาองค์กรตำรวจ

ศาลปกครองสูงสุดระบุในคำพิพากษาอย่างชัดเจนว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นข้าราชการตำรวจระดับสูง มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันปราบปรามอาชญากรรม แต่กลับตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาร้ายแรง ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แม้จะไม่ได้ปฏิบัติราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว แต่ยังคงดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอาจมีอำนาจหรืออิทธิพลต่อการสอบสวนทางวินัยหรือคดีอาญา รวมถึงพยานหลักฐานได้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจึงมีเหตุอันสมควรเชื่อว่า หากให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ

คำสั่งชอบด้วยกฎหมายทุกชั้น

ศาลจึงเห็นว่า คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 และไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าออกคำสั่งโดยไม่สุจริต

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.พ.ค.ตร. รวมถึงประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากคำสั่งดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายทั้งหมด

ทนายรับฟังแทนก่อนเลี่ยงสื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่ได้เดินทางมาศาลด้วยตนเอง แต่ได้มอบหมายให้ทนายความเข้ารับฟังคำพิพากษาแทน และภายหลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษา ทนายความได้หลบผู้สื่อข่าวออกจากศาลอีกทางหนึ่งทันที