KEY
POINTS
ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและแรงกดดันจากฝ่ายค้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สร้างความฮือฮาครั้งใหญ่ด้วยการประกาศความพร้อมที่จะ “ยุบสภา” ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 (12 ธ.ค. 68 เปิดประชุมรัฐสภา สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) หากถูกกดดันจากเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจ (ซักฟอก) ของฝ่ายค้าน
การประกาศดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการส่งสัญญาณถึงจุดสิ้นสุดของรัฐบาลเสียงข้างน้อยชุดปัจจุบัน ที่ดำรงตำแหน่งมาได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น แต่ยังเป็นการจุดพลุให้เกิดการ “นับถอยหลัง” สู่การเลือกตั้งใหม่ภายในกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
ไทม์ไลน์การเมือง 12 ธ.ค.-ก.พ. 69
ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 103 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า
ในกรณีที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับตั้งแต่ “วันยุบสภา”
หากพิจารณาตามกำหนดวันที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ คือ วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ระยะเวลา 60 วัน นับจากวันดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 (12 ธ.ค. + 60 วัน = 10 ก.พ.)
วันสุดท้ายที่สามารถจัดการเลือกตั้งได้: ไม่เกินวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569
วันเลือกตั้งที่น่าจะเป็น: ตามประเพณีปฏิบัติของไทย การเลือกตั้งทั่วไป มักจะถูกกำหนดให้เป็น “วันอาทิตย์” ซึ่งหากพิจารณาวันอาทิตย์ที่อยู่ภายในกรอบเวลา 45-60 วัน จะมีความเป็นไปได้ดังนี้:
ดังนั้น การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ จึงมีแนวโน้มสูงที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคม ถึงต้นเดือน กุมภาพันธ์ 2569
วันยุบสภา: ศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 คำประกาศของนายกฯ อนุทิน
วันกำหนดเลือกตั้ง: ภายใน 5 วันหลังยุบสภา กกต.ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
วันเริ่มนับ 45 วัน: จันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 วันแรกที่จัดเลือกตั้งได้
วันสิ้นสุด 60 วัน: อังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 วันสุดท้ายที่จัดเลือกตั้งได้
วันเลือกตั้งที่เป็นไปได้: 1 หรือ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันอาทิตย์ที่อยู่ในกรอบเวลา
หนีเกม“รัฐบาลเสียงข้างน้อย”
การประกาศยุบสภาเร็วกว่ากำหนด จากเดิมที่วางไว้ในปลายเดือนมกราคม 2569 สะท้อนถึงแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก ที่รัฐบาลเสียงข้างน้อยกำลังเผชิญหน้า
นายอนุทิน ได้ให้เหตุผลว่า รัฐบาลในปัจจุบันเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย "ต่อให้อภิปรายดีขนาดไหนหรือตอบโต้ชี้แจงดีขนาดไหนก็แพ้" ในการลงมติไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน
การ “ชิงยุบสภา” จึงเป็นกลยุทธ์ในการหลีกเลี่ยงการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในสภา และเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชนตัดสินใจเลือกผู้แทนฯ ใหม่ ก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายอย่างเป็นทางการ
เพราะหากมีการยื่นญัตติฯ แล้ว รัฐบาลจะไม่สามารถยุบสภาได้ตามรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ “นายกฯ อนุทิน” ได้กล่าวเตือนอย่างเปิดเผยว่า หากมีการยุบสภาก่อนกำหนด จะมี "งานหลายอย่างที่มันทำไม่เสร็จ" ซึ่งจะไม่รับผิดชอบ และจะต้องโทษผู้ที่กดดันให้มีการยุบสภา
ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบายและโครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
ผลกระทบ-ท่าทีพรรคการเมือง
การประกาศยุบสภาอย่างกะทันหัน ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 มีผลต่อการเตรียมตัวของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างมาก
พรรคแกนนำรัฐบาล (ภูมิใจไทย): ถือเป็นพรรคที่ได้เปรียบ เนื่องจากแกนนำพร้อมประกาศวัดกันในสนามเลือกตั้ง แสดงความมั่นใจในนโยบายที่สามารถนำไปใช้ในการหาเสียงได้ทันที และเป็นการชิงความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เหนือพรรคพันธมิตรและฝ่ายค้าน
ฝ่ายค้าน (เช่น พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย): แม้จะสูญเสียโอกาสในการอภิปรายเพื่อเปิดโปงการทำงานของรัฐบาล แต่ก็ได้บรรลุเป้าหมายในการบีบให้รัฐบาลต้องยุบสภา และกลับไปสู่การเลือกตั้งใหม่เร็วกว่าที่คาดไว้ (อาจผิดหวังที่แก้รัฐธรรมนูญยังไม่สำเร็จ) แต่จะต้องปรับกลยุทธ์การหาเสียงและเตรียมความพร้อมผู้สมัครในระยะเวลาที่สั้นลง
รัฐบาลรักษาการ: เมื่อมีการยุบสภา คณะรัฐมนตรีจะเปลี่ยนสถานะเป็น “รัฐบาลรักษาการ” ซึ่งจะมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจตามกฎหมาย เช่น ไม่สามารถอนุมัติงานหรือโครงการที่สร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป หรือแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำให้เกิดภาวะ "สุญญากาศทางการเมือง" ในช่วงเวลาสำคัญ
ศึกเลือกตั้งที่มาเร็วกว่าคาด
การยุบสภา 12 ธันวาคม 2568 จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่เป็นการ “เร่งจังหวะ” ให้ทุกฝ่ายต้องเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งอย่างเต็มตัวทันที
ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พรรคการเมืองต่างๆ จะต้องทำงานอย่างหนักในการวางแผนกลยุทธ์ หาเสียง และเตรียมพร้อมผู้สมัคร เพื่อช่วงชิงโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในต้นปี 2569
ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นตัวชี้วัดว่า ประชาชนจะมอบความไว้วางใจให้กับพรรคการเมืองใด เข้ามาบริหารประเทศต่อไป
ท่ามกลางความท้าทายทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลกที่กำลังรออยู่...
รายงานพิเศษ โดย...ทีมขาวการเมือง ฐานเศรษฐกิจออนไลน์