thansettakij
thansettakij
SAAB เล็งผลิตชิ้นส่วน“กริฟเพน”ในไทย รับออเดอร์ใหม่-พัฒนาระบบต่อต้านโดรน

SAAB เล็งผลิตชิ้นส่วน“กริฟเพน”ในไทย รับออเดอร์ใหม่-พัฒนาระบบต่อต้านโดรน

12 พ.ค. 69 | 10:49 น.
อัปเดตล่าสุด :13 พ.ค. 69 | 14:37 น.

ซาบ ยืนยันแผนการขาย กริฟเพน (Gripen) ล็อตใหม่ ให้กองทัพอากาศไทย จะมาพร้อมนโยบายชดเชยการนำเข้า เช่น การลงทุน-การวิจัยร่วม และวางแผนผลิตบางชิ้นส่วนของเครื่องบินรบในไทย

KEY

POINTS

  • SAAB มีแผนผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรบ Gripen ในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายชดเชยการนำเข้า (Offset Policy)
  • กองทัพอากาศไทย ตัดสินใจจัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตี Gripen E/F รุ่นใหม่ จำนวน 4 ลำในระยะที่ 1
  • ข้อตกลงการจัดซื้อจะมาพร้อมกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น ระบบสื่อสาร Link T และการพัฒนาบุคลากรในประเทศ
  • SAAB กำลังพัฒนาระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (C-UAS) หรือโดรน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศรูปแบบใหม่

ภายหลังจากกองทัพอากาศ เปิดเผยในปีที่แล้วว่า ได้ตัดสินใจซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตี Gripen E/F รุ่นใหม่ ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำ มูลค่าโครงการรวม 19,500 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่าดีลนี้จะมาพร้อมแพกเกจ "นโยบายชดเชยการนำเข้า (Offset Policy) เครื่องบินรบกริฟเพน" เช่น ระบบสื่อสารยุทธวิธีแบบ Link T ที่สามารถเชื่อมโยงกับทุกเหล่าทัพโดยไม่มีข้อจำกัด และการส่งเสริมอุตสาหกรรมการบินในประเทศ หรือการให้ไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิต การส่งเสริมการลงทุน-การวิจัยร่วม และโครงการพัฒนาเทคโนโลยีไซเบอร์

ล่าสุด ซาบ บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินรบ Gripen เปิดเผยว่า ตามโครงการ Gripen E/F ล็อตใหม่ ส่วนหนึ่งก็กำลังพูดคุยถึงนโยบายชดเชยการนำเข้า ที่จะมีการผลิตบางชิ้นส่วนของเครื่องบินรบรุ่นนี้ในไทย พร้อมแสวงหาความร่วมกับบริษัท OEM ในประเทศ

นายเฟรดริก ลินด์บลูม รองประธานและผู้จัดการประจำประเทศ, ซาบ ประเทศไทย เปิดเผยว่า แน่นอนว่า Offset Policy ของกริฟเพน ยังรวมถึง การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรงคือการฝึกอบรมให้แก่กองทัพ ส่วนทางอ้อมจะเกี่ยวเนื่องกับภาคการศึกษา

สำหรับ ซาบ (SAAB) เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศจากประเทศสวีเดน มีลูกค้ากว่า 100 ประเทศทั่วโลก ส่วนไทยเข้ามาดำเนินธุรกิจกว่า 40 ปีแล้ว

นายลินด์บลูม กล่าวว่า ประเทศไทยได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งด้านระบบเฝ้าระวังทางอากาศ รวมถึงระบบบัญชาการและควบคุมไว้เป็นอย่างดี โอกาสสำคัญในวันนี้คือการต่อยอดจากรากฐานดังกล่าว ด้วยโซลูชันที่มีความยืดหยุ่น และเชื่อมโยงการทำงานทั้งหมดร่วมกันเพื่อรองรับภัยคุกคามทางอากาศในหลากหลายรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAS) หรือ โดรน และโซลูชันการต่อต้าน (Counter-UAS: C-UAS) ได้กลายเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและกำลังเปลี่ยนแปลงลักษณะของการทำสงครามในยุคปัจจุบัน

โดรนในปัจจุบันสามารถปฏิบัติการได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย อาจบินได้ทั้งระดับสูงหรือต่ำ เร็วหรือช้า และมักมีสัญญาณที่ตรวจจับได้ยาก ขณะที่วิธีรับมือกับโดรนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งพึ่งพาระบบป้องกันภัยทางอากาศ แม้มีความสามารถสูงในการรับมือกับโดรนต้นทุนต่ำได้แต่วิธีดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความท้าทายในอีกมิติได้เช่นกัน

นายเฟรดริก ลินด์บลูม รองประธานและผู้จัดการประจำประเทศ ซาบ ประเทศไทย

ดังนั้น วิธีรับมือกับโดรนต่าง ๆ จึงกำลังมุ่งไปสู่การบูรณาการระบบอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น ควบคู่กับการใช้ขีดความสามารถที่มีอยู่ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับระดับของภัยคุกคามในแต่ละสถานการณ์

ด้วยแนวทางการป้องกันที่มาหลากหลายชั้น และมีโครงสร้างที่ชัดเจน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยในสถาปัตยกรรมการต่อต้าน อากาศยานไร้คนขับ แบบหลายชั้น องค์ประกอบต่าง ๆ จะทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การตรวจจับล่วงหน้า ไปจนถึงการตอบสนองต่อภัยคุกคาม เซ็นเซอร์ต่าง ๆ เช่น เรดาร์ และระบบตรวจจับด้วยแสง (Electro-optical) จะทำหน้าที่เสริมข้อมูลซึ่งกันและกัน ก่อนถูกรวบรวมผ่านระบบบัญชาการและควบคุม (Command and Control) เพื่อให้สถานการณ์ภาพรวม อันจะเป็นตัวช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบครัน

ทั้งนี้ ในปีพ.ศ. 2568 ซาบ มียอดขายทั่วโลกรวม 79,000 ล้านโครนาสวีเดน (ประมาณ 2.75 แสนล้านบาท) พนักงานประมาณ 28,000 คน มีผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอ 525 รายการ ครบคลุมทั้ง โซลูชันด้านการเฝ้าระวังและการควบคุมทางอากาศ ระบบเรดาร์ภาคพื้นดิน อาวุธสำหรับหน่วยรบภาคพื้นดิน และระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ ระบบพรางตัว (Camouflage systems) รวมถึงระบบการฝึกซ้อมและจำลองสถานการณ์

ตลอดจนระบบเครื่องบินขับไล่ Gripen เทคโนโลยีทางเรือ ได้แก่ เรือดำน้ำ เรือรบผิวน้ำ เรือรบขนาดเล็ก (Combat boats) และยานยนต์ใต้น้ำต่างๆ

โดยสัดส่วนยอดขายตามภูมิภาค ตลาดหลักคือ สวีเดน 41% ยุโรปส่วนที่เหลือ  26% อเมริกาเหนือ 9% เอเชีย 7% ออสเตรเลีย 4% และลาตินอเมริกา 4%