thansettakij
thansettakij
เต็นท์รถมือสองทรุด! ปิดกิจการทะลุพันรายใน 3 ปี ยอดขายหด–ราคารถร่วง 25%

เต็นท์รถมือสองทรุด! ปิดกิจการทะลุพันรายใน 3 ปี ยอดขายหด–ราคารถร่วง 25%

05 มี.ค. 2569 | 07:06 น.
อัปเดตล่าสุด :05 มี.ค. 2569 | 07:06 น.

ตลาดเต็นท์รถมือสองไทยเผชิญวิกฤตหนัก 3 ปีปิดกิจการกว่า 1,009 ราย ยอดขายลด 22% ราคารถร่วง 25% จากรถยึดทะลัก–รถใหม่ลดราคา ขณะที่ผู้รอดต้องใช้กลยุทธ์ “ขายเร็ว สต็อกสั้น”

KEY

POINTS

ช่วงปี 2566–2568 มีธุรกิจเต็นท์รถมือสองปิดกิจการหรือล้มละลายถึง 1,009 ราย เพิ่มขึ้น 2.3 เท่า จากช่วงปี 2561–2565 สะท้อนความเปราะบางของธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจชะลอ

ยอดขายรถมือสองลดลง 22% ในรอบ 2 ปี ขณะที่ ราคารถมือสองลดลงเฉลี่ย 25% จากรถยึดที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันราคารถใหม่ โดยเฉพาะรถ EV ทำให้อัตรากำไรสุทธิลดเหลือเพียง 0.5–0.6%

เต็นท์รถที่ประสบความสำเร็จมีระยะเวลาขายเฉลี่ย 95 วัน เร็วกว่าตลาด 26 วัน ทำให้ทำกำไรและมีสุขภาพการเงินดีกว่า แนวทางคือ ปรับพอร์ตสินค้าตามดีมานด์และเพิ่มช่องทางขายออนไลน์

ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องทยอยปิดกิจการ โดยข้อมูลช่วงปี 2566-2568 พบว่า มีธุรกิจเต็นท์รถมือสองปิดกิจการหรือล้มละลายรวม 1,009 ราย เพิ่มขึ้นถึง 2.3 เท่า เมื่อเทียบกับยอดสะสมในช่วงปี 2561-2565 สะท้อนความเปราะบางของตลาดในปัจจุบัน

แรงกดดันสำคัญมาจากยอดขายรถยนต์มือสองที่หดตัวต่อเนื่อง โดยยอดขายลดลงจาก 406,000 คันในปี 2566 เหลือ 317,000 คันในปี 2568 หรือลดลงถึง 22% สาเหตุหลักมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอ จากภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจำกัด

ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของคนไทยลดลงประมาณ 3% จาก 29,030 บาทต่อเดือนในปี 2566 เหลือ 28,151 บาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2568

นอกจากยอดขายที่ลดลง ธุรกิจเต็นท์รถยังเผชิญแรงกดดันจาก ราคารถยนต์มือสองที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยดัชนีราคารถยนต์มือสองเฉลี่ยในช่วง 3 ปีล่าสุดลดลงถึง 25% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2562-2565

เต็นท์รถมือสองทรุด! ปิดกิจการทะลุพันรายใน 3 ปี ยอดขายหด–ราคารถร่วง 25%

ปัจจัยสำคัญมาจาก จำนวนรถยึดที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ โดยในช่วงปี 2566-2567 มีรถถูกยึดเฉลี่ย 24,000-25,000 คันต่อเดือน สูงกว่าระดับปกติที่อยู่เพียง 12,500-15,000 คันต่อเดือน ส่งผลให้รถมือสองในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน การแข่งขันด้านราคาของรถใหม่ป้ายแดง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่มีการปรับราคาลง 11-35% ยังสร้างแรงกดดันให้เต็นท์รถต้องลดราคาขายตามตลาด โดยบางรุ่นอาจต้องปรับราคาลงถึง 30-40%

ผลกระทบดังกล่าวทำให้อัตรากำไรของธุรกิจเต็นท์รถบางลงอย่างชัดเจน โดยกำไรสุทธิจากเดิมที่เคยอยู่ใกล้ 1% ในปี 2562 ลดลงเหลือเพียง 0.5-0.6% ในช่วงปี 2567-2568

อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจจะเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่ยังมีผู้ประกอบการบางส่วนที่สามารถรักษาผลการดำเนินงานได้โดดเด่น โดยพบว่ามี 11 บริษัท หรือประมาณ 4.2% ของธุรกิจทั้งหมด ที่สามารถสร้างรายได้เติบโตและมีกำไรสุทธิต่อเนื่อง 3 ปี

เต็นท์รถมือสองทรุด! ปิดกิจการทะลุพันรายใน 3 ปี ยอดขายหด–ราคารถร่วง 25%

การวิเคราะห์ของ Krungthai COMPASS พบว่า หัวใจสำคัญของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จคือกลยุทธ์ “Speed over Stock” หรือการขายรถให้เร็วและถือครองสต็อกให้น้อยที่สุด

โดยผู้ประกอบการที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นมีระยะเวลาขายเฉลี่ยเพียง 95 วัน ซึ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจถึง 26 วัน ส่งผลให้มีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) สูงถึง 8.3% และมีความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (ICR) เฉลี่ย 3.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ

ในทางกลับกัน หากระยะเวลาการขายรถเพิ่มขึ้นทุก 30 วัน จะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเกือบ 2% เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนทางการเงิน ค่าซ่อมบำรุง และความเสี่ยงจากราคาตลาดที่ลดลง

สำหรับแนวโน้มในปี 2569 Krungthai COMPASS ประเมินว่ามูลค่าธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองจะอยู่ที่ประมาณ 32,600 ล้านบาท ลดลงราว 9% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2564-2566

ทั้งนี้ ธุรกิจยังต้องเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวจำกัด รวมถึงแรงกดดันด้านราคาที่เกิดจากจำนวนรถมือสองที่ไหลเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรถบรรทุกที่เพิ่มขึ้นกว่า 25-30% จากการทยอยปลดระวางรถอายุ 5-7 ปี

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการ ปรับพอร์ตสินค้าตามดีมานด์ตลาด เช่น รถกระบะ และ SUV/PPV ซึ่งมีสภาพคล่องสูง รวมถึงการ พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ เช่น ระบบรับฝากขาย (Consignment) และขยายช่องทางจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มความเร็วในการขาย ลดต้นทุนการถือครองสต็อก และขยายฐานลูกค้าในตลาดที่แข่งขันรุนแรงมากขึ้น