
"BFF" อัดงบเพิ่ม 60% ปลุกตลาดบิวตี้สโตร์คึกคัก
“BFF” จัดหนักอัดงบการตลาดเพิ่ม 60% ปลุกตลาดบิวตี้สโตร์คึกคัก พร้อมเดินหน้าคลินิกชะลอวัย ตั้งเป้าโกยยอดขายโต 26%
นางสาวศจิกา ทองสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอซี เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และผู้ก่อตั้ง BFF ร้านมัลติแบรนด์ และผู้จัดจำหน่ายสกินแคร์ เครื่องสำอาง สินค้าไลฟ์สไตล์ นิช และลักชัวรี่ กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทได้ลงทุนงบการตลาดเพิ่ม 60% จากปี 2566 ที่ใช้ไป 20 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ผ่านการรับรู้ของกลุ่มลูกค้าด้วยกิจกรรมการตลาด ด้วยนิยามของคำว่าเพื่อนสนิท สายบิวตี้ - BFF Best Friend Forever เข้าถึงฐานลูกค้าที่มีรายได้สูง ที่สนใจในผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อความงาม ในระดับนิชและลักชูรี่ โดยตั้งเป้ารายได้ไว้ 463 ล้านบาท
"บริษัทเราเติบโตขึ้นตามลำดับ รายได้จากปี 2565 รวม 282 ล้านบาท ปี 2566 รายได้โตขึ้น 29% รวม 362 ล้านบาท และมีกำไร 35 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้จะตั้งเป้าการเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 26% จากกลุ่มลูกค้าไฮโซ ดารา เจ้าของกิจการ และทายาทผู้ประกอบการ รวมทั้งกลุ่มคนที่ค่อนข้างมีฐานะในระดับไฮเอนด์ ตั้งแต่ช่วงอายุในวัยนักศึกษาไปจนถึงอายุ 70 ปี ซึ่งผลตอบรับตลอด 9 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่มีแบรนด์ BFF อัตราการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้าสูงเกือบ 70% ถือว่าเป็น Top of Mind Brand ในใจของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย"
นอกจากนี้ ตั้งเป้าจะสร้างรายได้ 50 ล้านบาท จากคลินิกเพื่อสุขภาพ ความงาม และการชะลอวัย ภายใต้ชื่อ "TheWeliness by BFF" 1 แห่ง ที่ BFF สาขาทองหล่อ ที่เปิดเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และทำรายได้ไป 23 ล้านบาท จากนั้นจึงจะพิจารณาเพิ่มสาขาใหม่ อีกทั้งยังมุ่งพัฒนาช่องทางออนไลน์ในการจัดจำหน่ายอย่างครบวงจร ทั้งอีคอมเมอร์ซ ผ่านทางเว็บไซต์ bffbangkok.com, Facebook, LINE OA, Instagram, TiKTok, ร้าน BFF Official Store ทาง Lazada และ Central Online
สำหรับรายได้หลักมาจาก
- ธุรกิจค้าปลีก ที่นำเข้ามาจัดจำหน่าย 87%
- รายได้จากธุรกิจใหม่ๆ อีก 13% คือ คลินิกเพื่อสุขภาพ ความงาม และการชะลอวัย
แบ่งสินค้าออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
- สกินแคร์/เมคอัพ 50%
- ซัพพลีเม้นท์/อาหารเสริม 30%
- แฮร์/บอดี้ 10%
- เวลเนส/ไลฟ์สไตล์ 10%
- mom & baby ที่พึ่งเริ่มทำตลาดช่วงปลายปี 2566
ปัจจุบันบริษัทมีร้าน BFF อยู่ 8 สาขาทั่วกรุงเทพฯ เป็นร้านที่รวบรวมผลิตภัณฑ์สกินแคร์ เมคอัพ อาหารเสริม และไลฟ์สไตล์ระดับลักชูรี่ มากถึง 58 แบรนด์จาก 12 ประเทศทั่วโลก มีสินค้ามมากกว่า 1,000 SKU ราคาโดยเฉลี่ย 3,000-50,000 บาท/ชิ้น อาทิเช่น 111SKIN, Evidens de Beaute, CellCosmet, Philip B, Oribe ซึ่งบริษัทยังไม่มีแผนเปิดสาขาเพิ่ม เพราะต้องการเน้นให้แบรนด์มีความเข้มแข็งก่อน แต่มีแผนขยายธุรกิจสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ อย่างน้อย 2 แบรนด์ในปีนี้ ได้แก่ 1.บอดี้ครีม หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย และ2.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ด้านผิวพรรณ การชะลอวัย
นางสาวศจิกา กล่าวว่า BFF เป็นธุรกิจที่อยู่ในตลาดนิชและลักชัวรี่ เน้นการนำเสนอแบรนด์และผลิตภัณฑ์ด้านความงามและสุขภาพจำเพาะกลุ่ม ที่หาซื้อไม่ได้ที่ไหนในประเทศไทย และให้ความสำคัญต่อความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า เพื่อสามารถส่งมอบบริการตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงจุด ซึ่ง key success คือ ดูแลลูกค้าทุกคนด้วยบริการแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Service) มีการเก็บข้อมูลทั้งประวัติการซื้อ สภาพผิว สไตล์ความชื่นชอบ และความต้องการต่างๆ โดยลูกค้ากลุ่มเป้าหมายgป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้สูงทั้งหญิงและชาย มีความสนใจและชอบทดลองผลิตภัณฑ์เพื่อความงามในระดับนิช และลักชัวรี่ใหม่ๆ รวมถึงผู้ที่มองหาผลิตภัณฑ์และบริการที่ให้ประสิทธิภาพสูงในการดูแลความงามและสุขภาพ
"เรามีฐานลูกค้าในระบบ CRM มากกว่า 50,000 ราย มีโปรแกรมลอยัลตี้สำหรับลูกค้าที่เป็นสมาชิกแบ่งเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ Diamond, Platinum, Rose Gold และ Silver ในแต่ละกลุ่มจะได้รับสิทธิพิเศษและระดับส่วนลดสินค้าที่แตกต่างกันไป โดยกลุ่ม Platinum จะเป็นสัดส่วนที่สร้างรายได้มากที่สุดให้กับ BFF และกลุ่ม Diamond ถือว่าเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีลอยัลตี้ให้กับแบรนด์ในระดับสูงมาอย่างยาวนาน ซึ่งเราให้ความสำคัญกับลูกค้าที่เป็นสมาชิก BFF ทุกกลุ่ม ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่างๆ เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย ทั้งจัดชุดสินค้าแนะนำในราคาพิเศษ ซึ่งเป็นการเลือกสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์เพื่อความต้องการด้านต่างๆ รวมถึงการเปิด LINE Open Chat สำหรับกลุ่มสมาชิกในทุกระดับ เพื่อให้สามารถเข้าถึงคำแนะนำ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าใหม่ และตอบข้อสงสัยต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที”











