
สมาคมสปาไทย เปิดยุทธศาสตร์ 5 ปี ดันไทยสู่ Premium Wellness Destination โลก
สมาคมสปาไทยประกาศยุทธศาสตร์ 5 ปี ภายใต้แนวคิด “JAI: The Strategic Soul of Thai Wellness” พร้อมผนึก 6 องค์กรพันธมิตร สร้างระบบนิเวศเวลเนสไทยให้แข็งแกร่ง มุ่งสู่ Premium Wellness Destination ระดับสากล
KEY
POINTS
- สมาคมสปาไทยประกาศแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ภายใต้แนวคิด “JAI” (ใจ) เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านเวลเนสระดับพรีเมียมของโลก
- มุ่งยกระดับการบริหารจัดการ พัฒนาบุคลากร และสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมให้แข็งแกร่ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากล
- ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ผ่าน 6 เสาหลัก โดยอาศัยความร่วมมือจาก 6 องค์กรพันธมิตรสำคัญ ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา
จากจุดเริ่มต้นสู่การวางรากฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมเวลเนสไทย โดยสมาคมสปาไทย (TSPA) ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี เพื่อยกระดับการบริการ การบริหารจัดการ และระบบนิเวศของอุตสาหกรรมสปาไทย สู่การเป็น Premium Wellness Destination ระดับสากล ภายใต้แนวคิด “JAI: The Strategic Soul of Thai Wellness” ที่ชู “ใจ” เป็นหัวใจสำคัญของเวลเนสไทย
แนวคิดดังกล่าวมุ่งเชื่อมโยงการบริการที่ดี การบริหารที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัย มาตรฐาน ความยั่งยืน นวัตกรรม และภาคีความร่วมมือ เพื่อสร้างขีดความสามารถใหม่ให้กับธุรกิจสปาและเวลเนสไทย พร้อมยกระดับศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลก
โดยนายสุนัย วชิรวรการ นายกสมาคมสปาไทย (TSPA) พร้อมด้วย 6 องค์กรพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT), Head of Ecosystem Partnership & FinLab ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย (UOB), รองผู้อำนวยการ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI - องค์การมหาชน), Executive Director, Asia Pacific Spa and Wellness Coalition (APSWC), ผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (DTAM) และ รองคณบดีฝ่ายบริหารและกิจการนานาชาติ คณะการจัดการการท่องเที่ยว นิด้า (NIDA)
ชูแนวคิด "ใจ" ยุทธศาสตร์ของเวลเนสไทย
ภายในงาน แนวคิด “JAI: The Strategic Soul of Thai Wellness” หรือ “ใจ: จิตวิญญาณเชิงยุทธศาสตร์ของเวลเนสไทย” ถูกนำเสนอในฐานะแกนกลางของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมสปาและเวลเนสไทย จากจุดแข็งด้านบริการที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รัก ไปสู่ความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการ และระบบนิเวศความร่วมมือที่ทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ยุทธศาสตร์ครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวหรือกิจกรรมส่งเสริมการขาย แต่เป็นการวางรากฐานให้ไทยสามารถพัฒนาความเป็นเลิศด้าน Spa & Wellness Management ในฐานะระบบสำคัญที่อยู่เบื้องหลังประสบการณ์เวลเนสคุณภาพสูง ตั้งแต่การบริหารบุคลากร มาตรฐานบริการ การออกแบบประสบการณ์ การใช้ภูมิปัญญาไทยอย่างเหมาะสม การเข้าถึงทุน ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาดท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
นายสุนัย วชิรวราการ นายกสมาคมสปาไทย กล่าวว่า
เวลเนสไทยเริ่มต้นจาก ‘ใจ’ ใจเชื่อมกายให้เกิดสุขภาพดี เชื่อมคนให้เกิดชุมชนดี และเชื่อมธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืน บริการที่ดีทำให้ไทยเป็นที่รัก การบริหารที่ยอดเยี่ยมทำให้ไทยแข่งขันได้ และระบบนิเวศที่แข็งแรงทำให้ไทยก้าวสู่ Premium Wellness Destination
จากแนวคิดดังกล่าว ยุทธศาสตร์ 5 ปีของสมาคมสปาไทยจะมุ่งเปลี่ยนบทบาทของสมาคมจากการเป็นเวทีของผู้ประกอบการ ไปสู่การเป็น Industry Translation & Implementation Platform หรือแพลตฟอร์มกลางของอุตสาหกรรมที่ช่วยแปลงนโยบาย มาตรฐาน องค์ความรู้ ภูมิปัญญาไทย งานวิจัย และโอกาสทางธุรกิจ ให้ผู้ประกอบการและนักบริหารจัดการสปาและเวลเนสนำไปใช้ได้จริง
เพื่อทำให้ “ใจ” กลายเป็นระบบปฏิบัติการของอุตสาหกรรม สมาคมสปาไทยจะใช้ THAI Framework เป็นกรอบการขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติ ประกอบด้วย Technology เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและการวัดผล, Herbs เพื่อเชื่อมภูมิปัญญาไทยกับความยั่งยืน, Aesthetic เพื่อยกระดับวัฒนธรรมและประสบการณ์เวลเนสไทยให้มีความหมาย และ Integrative Partnership เพื่อเชื่อมภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการ สถาบันการเงิน ผู้ประกอบการ และชุมชน ให้เกิดระบบนิเวศที่ทำงานร่วมกันได้จริง
แกนหลักสำคัญเพื่อพัฒนาสปาไทย
หนึ่งในแกนสำคัญของยุทธศาสตร์นี้คือการผลักดัน Spa & Wellness Management Excellence โดยเริ่มจากการยกระดับผู้ดำเนินการสปาและ Spa Manager ให้มีสมรรถนะสูงขึ้น และมีเส้นทางอาชีพต่อเนื่องสู่ Spa & Wellness Manager, Wellness Manager และ Wellness Director เพื่อให้บุคลากรด้านการบริหารสามารถเชื่อมคุณภาพบริการ ทีมงาน ประสบการณ์ลูกค้า รายได้ แบรนด์ มาตรฐาน ความยั่งยืน และความน่าเชื่อถือของธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ
สมาคมสปาไทยจะพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้และการเติบโตของบุคลากร เช่น Wellness Literacy, THAI CE, WCEU และ Learning Passport เพื่อช่วยให้บุคลากรมีหลักฐานการเรียนรู้ต่อเนื่อง เข้าใจขอบเขตของ wellness อย่างรับผิดชอบ และสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในการบริหารสถานประกอบการจริง โดยทำงานร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) ในการเชื่อมมาตรฐานอาชีพและสมรรถนะของนักบริหารจัดการสปาและเวลเนส
ในมิติด้านงานวิจัยและการศึกษา สมาคมสปาไทยเชื่อมความร่วมมือกับภาควิชาการ โดยเฉพาะคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (GSTM NIDA) นำโดย รศ.ดร.กนกกานต์ แก้วนุช รองคณบดีฝ่ายบริหารและกิจการนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และบุคลากรระดับบริหารในอุตสาหกรรมสปาและเวลเนสไทย
โดยเฉพาะการเชื่อม research-based learning เข้ากับโจทย์จริงของผู้ประกอบการ การยกระดับ Spa Manager สู่ Wellness Manager และการเปิดเส้นทางต่อยอดจาก Learning Passport ของ THAI CE สู่การศึกษาระดับปริญญาโท (CE-to-Master)
ในมิติด้านการเชื่อมต่อเครือข่ายระดับภูมิภาคและสากล สมาคมสปาไทยร่วมกับ Asia Pacific Spa and Wellness Coalition (APSWC) นำโดย ดร.ภัททิราพร เขียวสนั่น Executive Director ซึ่งเป็นองค์กรกลางที่เชื่อมสมาคมสปาและเวลเนสทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อนำมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ดีระดับสากลเข้าสู่ผู้ประกอบการไทย พร้อมจัด International Nuad Thai & Wellness Festival ร่วมกับเครือข่ายสมาคมสปาไทยในต่างประเทศอีก 9 แห่ง เพื่อเผยแพร่นวดไทยและเวลเนสไทยสู่เวทีโลก อันเป็นการวางรากฐาน soft power ของเวลเนสไทย
ในมิติด้านนวัตกรรมและการเชื่อมต่อเวทีโลก ในความร่วมมือกับ Global Wellness Summit (GWS) สมาคมสปาไทยจะจัดกิจกรรม Pitch Practice Session ในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนนักศึกษา มหาวิทยาลัย และนักนวัตกรรมรุ่นใหม่ของไทยในการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งผลงานเข้าร่วม Shark Tank of Wellness 2026
การจัดงาน Global Wellness Summit
โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ พัฒนาความพร้อมด้านการนำเสนอ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของไทยในระบบนิเวศนวัตกรรมเวลเนสระดับโลก โดยเฉพาะในปีที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit ครั้งที่ 20 ณ จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2569
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับภาคีสำคัญหลายมิติ ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยวและ destination development โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT), ภาคมาตรฐานและบริการสุขภาพ, ภูมิปัญญาไทยและแพทย์แผนไทยโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (DTAM), มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพโดย TPQI,
การเข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยธนาคารยูโอบี (UOB), ภาควิชาการโดย GSTM NIDA, เครือข่ายระดับภูมิภาคโดย APSWC ตลอดจนผู้ร่วมจัดงานอุตสาหกรรมอย่าง Informa และเครือข่ายสปาและเวลเนสทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ยุทธศาสตร์ 5 ปีของสมาคมสปาไทย
โดยยุทธศาสตร์ 5 ปีของสมาคมสปาไทยจะขับเคลื่อนผ่าน 6 เสาหลักที่เชื่อมโยงกัน คือ
1. Spa & Wellness Management Excellence ร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) และคณะการจัดการการท่องเที่ยว นิด้า (GSTM NIDA) ยกระดับสมรรถนะของผู้ดำเนินการสปาและนักบริหารจัดการสปาและเวลเนส ผ่านระบบ THAI CE, WCEU และ Learning Passport พร้อมเส้นทางอาชีพต่อเนื่องสู่ Wellness Manager และ Wellness Director รวมถึงเส้นทางต่อยอดสู่ระดับปริญญาโท (CE-to-Master)
2. Standards, Trust & Premium Recognition สนับสนุนการประชาสัมพันธ์ภารกิจ Premium Awards ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และเชื่อมมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพกับ TPQI เพื่อส่งเสริมมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ และแรงจูงใจเชิงบวกในการยกระดับธุรกิจ
3. Thai Wisdom & Soft Power ร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (DTAM) ส่งเสริมแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาไทย สมุนไพร และนวดไทยเข้าสู่บริบท wellness อย่างเหมาะสม มีความรับผิดชอบ และสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมยกสู่เวทีสากลผ่าน Asia Pacific Spa and Wellness Coalition (APSWC), การจัด International Nuad Thai & Wellness Festival ร่วมกับสมาคมสปาไทยในต่างประเทศอีก 9 แห่ง และการเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit ครั้งที่ 20 ณ จังหวัดภูเก็ต
4. Sustainability & Quality Tourism ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) เพื่อผลักดัน STAR และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เชื่อมธุรกิจสปาและเวลเนสเข้ากับความยั่งยืน คุณค่าท้องถิ่น และประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวคุณภาพมองหา
5. Capital Access & Business Growth ร่วมกับธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในภาพรวม ทั้งการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการขยายตลาด ขณะเดียวกัน ยูโอบี ฟินแล็บ หน่วยงานบ่มเพาะด้านนวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ดิจิทัลและความยั่งยืน ซึ่งดำเนินงานภายใต้ธนาคารยูโอบี จะมีบทบาทในการเชื่อมโยงเครือข่ายและขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ ผ่านการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี โซลูชัน และโครงการต่าง ๆ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ด้านดิจิทัลไปจนถึงความยั่งยืน
เพื่อเสริมความพร้อมในการปรับตัวและสร้างการเติบโตในระยะยาว ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการสปาและเวลเนสไทยในเวทีระดับสากล และทางสมาคมยังมีร่วมมือกับ Informa ผู้ร่วมจัดงานอุตสาหกรรมสำคัญกับสมาคม อาทิ FHT และ WSWC อีกด้วย
6. Data, Research & Innovation ร่วมกับ GSTM NIDA ในการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรม (industry insight) พร้อมส่งเสริมนวัตกรรมเวลเนสรุ่นใหม่ผ่าน Pitch Practice Session เพื่อเตรียมนักศึกษาและนักนวัตกรรมไทยเข้าร่วม Shark Tank of Wellness 2026 ในงาน Global Wellness Summit
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวถูกวางเป็นกรอบ 5 ปี โดยเริ่มจากแผนเร่งรัด 3 ปีแรก เพื่อสร้างระบบสนับสนุนที่จับต้องได้ ทั้งการจัดตั้งภาคีความร่วมมือ การเปิด Professional Track สำหรับนักบริหารจัดการสปาและเวลเนส การพัฒนาระบบ THAI CE และ Learning Passport การเชื่อมโยงมาตรฐานอาชีพ ความยั่งยืน แพทย์แผนไทย การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการสื่อสารประเทศไทยในฐานะ Premium Wellness Destination
เสวนา “TSPA NEXT 2026: พลิกวิกฤติ”
ไฮไลต์สำคัญชคือเวทีเสวนา “TSPA NEXT 2026: พลิกวิกฤติ” ซึ่งดำเนินรายการโดยนายสุนัย วชิรวรการ นายกสมาคมสปาไทย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำหลากภาคส่วน ซึ่ง "สถิตย์ แถลงสัตย์" (ธนาคารยูโอบี / UOB) สะท้อนว่า wellness ได้กลายเป็น “กิจวัตรประจำวัน” ของคนทุกเจเนอเรชัน และเศรษฐกิจ wellness ไทยมีมูลค่าสูงถึงราว 1.4 ล้านล้านบาท ผู้ประกอบการต้องเร่งสร้าง “Emotional Value” และก้าวสู่ Experience Economy เพื่อให้ลูกค้ายอมจ่ายในราคาพรีเมียม
"เอิบลาภ ศรีภิรมย์" (ททท.) กล่าวว่า “Healing is the New Luxury” คือทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยว เปลี่ยนจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณสู่เชิงคุณภาพผ่านประสบการณ์เยียวยา 5 มิติ (5 Healing Dimensions) พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการเข้าร่วม STGs STAR ด้านความยั่งยืน
"ดร.ภัททิราพร เขียวสนั่น" (APSWC) ชี้ว่า อุตสาหกรรมกำลังเผชิญ “Management Gap” เพราะผู้จัดการสปาส่วนใหญ่เติบโตจากสายเทคนิคแต่ขาดทักษะบริหารธุรกิจ ทางออกคือ Holistic Management และความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษากับอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นทันที
"เปรมจิต โพธิวราพรรณ" (MSPA, Minor Hotels) กล่าวว่า สปาและเวลเนส คือ “Touch Point” สำคัญในโรงแรมที่สร้างความพึงพอใจสูงสุด ผู้บริหารสปายุคใหม่จำเป็นต้องมี Financial Literacy เช่น Capture Rate และประสิทธิภาพบุคลากร เพื่อสร้างผลกำไรที่ยั่งยืน
"พญ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์" (VitalLife) กล่าวว่า กระแส Longevity และการป้องกันโรคเติบโตมากหลังโควิด ไทยมีจุดแข็งด้านบุคลากรการแพทย์ แต่ต้องรับมือความท้าทายอย่าง PM2.5 และในยุค AI สิ่งสำคัญที่สุดคือ “Trust” และ “Human Touch” ที่พิสูจน์ผลได้จริง
ทั้งนี้ ทิศทางของประเทศไทยต้องยกระดับจากการเป็นศูนย์กลางแรงงานฝีมือ สู่ศูนย์กลางการจัดการระดับสากล และไม่ควรส่งออกเพียงแค่แรงงานฝีมือ แต่เราต้องส่งออกระบบการบริหารจัดการที่แข็งแกร่งของไทย พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงข้อมูลและมาตรฐานร่วมกัน เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ของประเทศให้ชัดเจนและทรงพลังยิ่งขึ้น
สิ่งนี้จึงเป็นการเปิดภาพใหม่ของอุตสาหกรรมสปาและเวลเนสไทยในฐานะระบบนิเวศที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกัน เพื่อให้ “ใจไทย” กลายเป็นคุณค่าที่จับต้องได้ผ่านบริการ การบริหาร มาตรฐาน ความยั่งยืน งานวิจัย นวัตกรรม และประสบการณ์เวลเนสระดับพรีเมียมที่เป็นระดับสากล







