
อินไซด์โอกาส 'การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ' ไทยชิงตลาด 43 ล้านล้าน ททท.ดันเวลเนส ฮับเอเชีย
กระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก GWI คาดว่าคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะพุ่งสูงถึง 1.351 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 43 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2571 ททท.อินไซด์โอกาสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย ก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลาง Wellness Tourism เอเชีย
ททท.ดันไทยเวลเนส ฮับ เอเชีย
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่มีความพร้อมอย่างโดดเด่น ด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวที่ผสานทั้ง อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมด้านสุขภาพ เช่น การนวดไทยและภูมิปัญญาสมุนไพร ความหลากหลายทางธรรมชาติ ที่สร้างประสบการณ์แตกต่างในแต่ละภูมิภาค มาตรฐานการบริการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวสายสุขภาพจากทั่วโลก รวมทั้งมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง Wellness Hub ของภูมิภาคเอเชียในอนาคต
ล่าสุดททท.ได้วิจัย “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกับโอกาสของประเทศไทย” เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถค้นหา “กลุ่มเป้าหมายที่ใช่” และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มีบทบาทสำคัญและได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดย Global Wellness Institute (GWI) คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ทั่วโลก จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1,351 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 43 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2571 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CARG) 10.2% ระหว่างช่วงปี 2566-2571
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเศรษฐกิจสุขภาพ รองจากภาคส่วนการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลและความงาม (Personal Care & Beauty) การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพตามหลักโภชนาการ และการลดน้ำหนัก (Healthy Eating, Nutrition & Weight Loss) และการออกกำลังกายหรือกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) ตามลำดับ
โดยมีมูลค่าตลาดรวมเท่ากับ 830.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26.5 ล้านล้านบาท) ในปี 2566 รวมถึงสัดส่วนการเดินทางเชิงสุขภาพคิดเป็น 7.8% ของการเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมด
ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลกมีลักษณะการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศ (Domestic Tourism) และต่างประเทศ (International Tourism) โดยนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระหว่างประเทศมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,668 ดอลลาร์สหรัฐต่อทริป (ราว 53,243 บาท) สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 36%
อีกทั้งนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภายในประเทศมีการใช้จ่ายเฉลี่ย 673 ดอลลาร์สหรัฐต่อทริป (ราว 21,482 บาท) ซึ่งสูงกว่านักท่องเที่ยวภายในประเทศทั่วไปถึง 163%
ไทยติดอันดับ 24 มูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพ
ประเทศที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพสูง อันดับ 1 คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วย จีน เยอรมนี ญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับ 24 จากการจัดอันดับใน 145 ประเทศ ของ GWI มักมีโครงสร้างพื้นฐานทางสุขภาพและการท่องเที่ยวที่แข็งแรง มีนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ และมีกลุ่มผู้บริโภคที่ตระหนักถึงการลงทุนในสุขภาวะ
โดยสามารถแบ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ได้ 6 กลุ่มดังนี้
- กลุ่มที่ 1 กลุ่มใส่ใจสุขภาพ Health-Conscious Individuals
มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจ มีการออกกำลังกายเป็นประจำ สนใจเรื่องโภชนาการ และอาหารเพื่อสุขภาพ มองหาการป้องกันก่อนการเจ็บป่วยมากกว่าการรักษา
- กลุ่มที่ 2 คนรุ่นใหม่ / กลุ่มวัยทำงาน Working Adults & Millennials
ต้องการหนีความเครียดจากชีวิตในเมืองหรือการทำงาน มองหาประสบการณ์ที่ช่วยรีเซ็ตชีวิต
- กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้สูงวัย / วัยเกษียณ Older Adults & Retirees
ต้องการการดูแลสุขภาพ ฟื้นฟูร่างกาย และการชะลอวัย มองหาสถานที่เงียบสงบ บริการฟื้นฟูระยะยาว
- กลุ่มที่ 4 กลุ่มที่ต้องการ “การเปลี่ยนแปลงชีวิต” Life Reboot Seekers
ผู้ที่เพิ่งผ่านความเครียด หรือภาวะหมดไฟ ต้องการช่วงเวลาในการฟื้นฟู หรือรีเซ็ตร่างกาย และจิตใจ
- กลุ่มที่ 5 นักท่องเที่ยวสุขภาพระดับพรีเมียม High Spending Wellness Seekers
พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพและบริการพิเศษให้คุณค่ากับเวลาและสุขภาพ มากกว่าราคามักเลือกสถานที่ที่ได้รับการรับรองหรือมีชื่อเสียง
- กลุ่มที่ 6 นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ International Travelers
นิยมเดินทางเพื่อผสมผสานการพักผ่อนกับการดูแลสุขภาพ (Leisure+Health) สนใจวัฒนธรรมท้องถิ่น สมุนไพร การแพทย์แผนไทย เอกลักษณ์หรือความโดดเด่นของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย
เปิดไฮไลต์เวลเนสทั่วไทย
การศึกษาพฤติกรรมเชิงลึกของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย จะ ส่งผลให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างเหมาะสม
โดยสามารถสรุปเอกลักษณ์หรือความโดดเด่นของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย และกิจกรรมเชิงสุขภาพที่นักท่องเที่ยวแต่ละประเทศให้ความสนใจได้ดังนี้
“ภาคเหนือ ตอนบน” มีเอกลักษณ์ความโดดเด่น ด้านศาสตร์การแพทย์แบบล้านนาและสมุนไพรพื้นเมือง วัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมที่เหมาะสำหรับการทำสมาธิและฟื้นฟูสุขภาพจิต อาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพที่มีสรรพคุณทางยา การแช่ตัวในบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ
“ภาคเหนือตอนล่าง” มีเอกลักษณ์โดดเด่น ของอุทยานประวัติศาสตร์ และแหล่งมรดกโลกที่เหมาะกับการทำสมาธิเพื่อฟื้นฟูจิตใจ Mindfulness Hiking หรือการเดินสมาธิกลางป่าพิธีกรรมสุขภาพพื้นบ้าน เช่น การย่ำขาง สปาสมุนไพรและการอบสมุนไพรไทย
“ภาคอีสาน ตอนบน” มีเอกลักษณ์โดดเด่นของ ศูนย์ปฏิบัติธรรม วัด และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เหมาะกับการทำสมาธิ อาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ อุดมด้วยสมุนไพรและพืชผักพื้นบ้าน ฟาร์มสุขภาพและเกษตรอินทรีย์ที่สนับสนุนแนวคิด Farm-to-Table
“ภาคอีสาน ตอนล่าง” มีเอกลักษณ์โดดเด่น ของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และอุทยานแห่งชาติที่เหมาะกับการฟื้นฟูสุขภาพด้วยธรรมชาติบำบัด ศูนย์ปฏิบัติธรรม และวัดเก่าแก่ที่เหมาะกับการทำสมาธิบำบัดจิตใจ การนวดแบบอีสานโบราณหรือการ นวดขิดเส้น
“ภาคกลาง ตอนบน” มีเอกลักษณ์โดดเด่น เรื่องศูนย์ปฏิบัติธรรม วัดเก่าแก่ เหมาะสำหรับการทำสมาธิ การเดินป่าศึกษาธรรมชาติและอาบป่า การอบสมุนไพรไทย และสปาสมุนไพร
“ภาคกลาง ตอนล่าง” มีความโดดเด่นของ รีสอร์ตเพื่อสุขภาพ หรือ Wellness Retreats ระดับพรีเมียม แหล่งท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์และฟาร์มสุขภาพ สนับสนุนแนวคิด Farm-to-Table อาหารเพื่อสุขภาพโดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น
“ภาคใต้” โดดเด่นเรื่องของชายหาดและเกาะที่มีรีสอร์ตเพื่อสุขภาพระดับโลกและโยคะริมทะเล บ่อน้ำพุร้อนและน้ำแร่ธรรรมชาติที่เหมาะสำหรับ Hydrotherapy
“ภาคใต้ ฝั่งอ่าวไทย” โดดเด่นเรื่องของแหล่งเกษตรอินทรีย์และสวนสมุนไพรที่ส่งเสริมแนวคิด Farm-to-Table การทำสปาธรรมชาติ
“ภาคใต้ ฝั่งอันดามัน” โดดเด่นที่ชายหาดและเกาะที่มีรีสอร์ตเชิงสุขภาพและโยคะริมทะเล อาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพจากสมุนไพร แหล่งเกษตรอินทรีย์และฟาร์มอออร์แกนิก
“ภาคตะวันออก” โดดเด่นเรื่อง ชายหาดและรีสอร์ตสุขภาพที่มี Wellness Retreatsและบริการโยคะริมทะเล ศูนย์สมุนไพรและแพทย์แผนไทย และศูนย์เวชศาสตร์พื้นบ้าน ฟาร์มออร์แกนิกเชิงสุขภาพที่ส่งเสริมแนวคิด Farm-to-Table กิจกรรมบำบัดด้วยเสียง (Sound Healing)
“กรุงเทพมหานคร” มีโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพระดับโลกที่มีบริการ Wellness Check-up และ Anti-Aging Therapy ศูนย์ฟิตเนสและโยคะระดับพรีเมียมในโรงแรมระดับ 5 ดาว อาหารเพื่อสุขภาพและโภชนบำบัด เช่น ร้านอาหารวีแกน ร้านอาหารคีโต สปาและศูนย์นวดแผนไทยที่มีมาตรฐานสูง
ขณะที่กิจกรรมเชิงสุขภาพที่นักท่องเที่ยวแต่ละประเทศสนใจ อาทิ นักท่องเที่ยวเยอรมนี ชอบการทำสมาธิ โยคะ ออนเซ็น น้ำพุร้อน ฟิตเนส แบบไฮเอนด์
ตลาดสหราชอาณาจักร ชอบ สปา/สปาสมุนไพร นวดแผนไทย ฝรั่งเศส ชอบการอบไอน้ำสมุนไพร การอาบป่า อาหารออร์แกนนิก นักท่องเที่ยวสหรัฐ ชอบโยคะ ธรรมชาติบำบัด รีสอร์ตสุขภาพ รัสเซีย ชอบเวลเนสและเมดิคัล สปา
นักท่องเที่ยวจีน ชอบ ออนเซ็น แพทย์แผนไทย แอนไทร์เอดจิ้ง ตลาดญี่ปุ่น ชอบสมุนไพรไทย ออนเซ็นการแช่น้ำพุร้อน การแพทย์แผนไทย กลุ่มประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ชอบ โยคะ ธรรมชาติบำบัด เป็นต้น
การพัฒนาโปรดักซ์เวลเนส ให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว จึงเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเวลเนส ฮับของไทย







