

KEY
POINTS
นายสุนัย วชิรวราการ นายกสมาคมสปาไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมของธุรกิจสปา และ Wellness หรือธุรกิจด้านสุขภาพของไทย ปัจจุบันอยู่ในช่วง "การยกระดับสู่สากล" ทั้งพยายามเปลี่ยนภาพจำ จากบริการราคาถูกไปสู่ความพรีเมียม แต่ยังคงเผชิญความท้าทายด้านกฎระเบียบและขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่มีเพียงนโยบายสร้างผลงานระยะสั้น ซึ่งยังขาดประสิทธิภาพและไม่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในปี 2569 จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญและการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในอุตสาหกรรมนี้ เพราะประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Wellness Summit (GWS) ในช่วงปลายปี มี Wellness Traveler ระดับ High-endประมาณ 600 คน จากทั่วโลกเดินทางมาเข้าร่วม ในราคาค่าตั๋วเข้าชมสูงถึง 6,000 US ดอลลาร์ฯ (ประมาณ 2 แสนกว่าบาท) สะท้อนถึงกลุ่มเป้าหมายระดับบนอย่างชัดเจน และครบรอบ 20 ปี ของการจัดงานด้วย
งานนี้เปรียบได้กับประตู่สู่การ Rebranding ประเทศไทย สามารถยกระดับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Wellness ไปสู่ระดับโลกได้ เช่น การแพทย์แผนไทย ที่ต้องการผลักดันให้มีความเป็น International และ Premium มากขึ้น เพื่อให้ต่างชาติเห็นว่า ไทยไม่ได้มีแค่การนวดราคา 200-300 บาท แต่เป็นบริการระดับ Luxury ที่เทียบเท่ากับอายุรเวทหรือการแพทย์แผนจีน
“ปกติสัดส่วนลูกค้าในธุรกิจนี้โดยเฉลี่ยคือ คนไทย 20% และต่างชาติ 80% (ขึ้นอยู่กับทำเล) กลุ่มหลัก คือ จีน, เกาหลี, CLMV, อเมริกา, ยุโรป และกลุ่มตะวันออกกลาง (Middle East) ที่เน้นมาเพื่อ Medical เป็นหลัก ขณะที่การแพทย์โบราณและการแพทย์ทางเลือกของไทยมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่า 2 ดิจิต (ประมาณ 10-11%) และสัดส่วน Global Wellness Economy ในไทย ยังมีโอกาสในการโปรโมทได้อีกมาก”
นายสุนัย กล่าวว่า จากข้อมูลเครือข่ายธุรกิจของสมาคมสปาไทยและเครือข่ายรวมสาขาประมาณ 200 กว่าราย ทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงพันธมิตรรายใหญ่อย่าง BDMS สามารถระบุได้ว่สปัจจุบันธุรกิจไม่ได้หยุดอยู่แค่การนวดสปา แต่เริ่มมีการ Merge (ควบรวม) บริการต่าง ๆ เข้าด้วยกันมากขึ้น เช่น
ขณะเดียวกัน อุปสรรคที่มีคือปัจจุบันไม่มีกฎหมายรองรับธุรกิจ Medical Spa โดยตรง ทำให้ต้องขอใบอนุญาตสปาและคลินิกแยกกัน ซึ่งไม่สะดวกในทางปฏิบัติ (Practical) ในเชิงธุรกิจอย่างจริงจัง ทั้งยังการขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐ ฬึ่งภาคเอกชนต้องการให้รัฐลงทุนใน Mega Project หรือ Wellness Facility ขนาดใหญ่เหมือนในสิงคโปร์หรือดูไบ แทนที่จะเน้นเพียงการออกนโยบายสนับสนุนทั่วไป เพราะหากไม่เริ่มจริงจังจะเสียโอกาสมหาศาล
“ในภูมิภาคเดียวกัน ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งที่แข็งแกร่ง แต่ก็ประมาทไม่ได้ เนื่องจากคู่แข่งอย่าง เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ กำลังขยับอันดับ (Ranking) ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในตลาด Wellness โลก อีกทั้วการท่องเที่ยวก็ยังไม่พุ่งสูงอย่างที่คาดหวังเอาไว้ ซึ่งภาคเอกชนยังคงเชื่อมั่นในคุณภาพของบริการไทย และพยายามผลักดันให้ Wellness เป็น "ภารกิจแห่งชาติ" ส่วนรัฐบาลถ้ามีแคมเปญกระตุ้นหรือการผลักดันที่ช่วยสร้างแรงกระเพื่อมได้จะทำให้การเติบโตของไทยยั่งยืน”