thansettakij
thansettakij
เช็กสัญญาณ ‘โรคไทรอยด์’ นอนไม่หลับ-อ่อนเพลีย มีโอกาสเป็นได้

เช็กสัญญาณ ‘โรคไทรอยด์’ นอนไม่หลับ-อ่อนเพลีย มีโอกาสเป็นได้

30 พ.ค. 69 | 03:01 น.
อัปเดตล่าสุด :30 พ.ค. 69 | 03:10 น.

รู้จักกับ "โรคไทรอยด์" ร่างกายทำงานไม่สมดุล เผยอาการ ‘ไทรอยด์เป็นพิษ- ไทรอยด์ต่ำ‘ สังเกตความเสี่ยงเบื้องต้นได้ ก่อนเกิดอันตรายร้ายแรง

KEY

POINTS

  • อาการเริ่มต้นของโรคไทรอยด์มักคล้ายภาวะทั่วไป เช่น นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย หรือน้ำหนักเปลี่ยนแปลง ทำให้คนส่วนใหญ่มองข้ามและไม่รู้ตัวว่าเป็นโรค
  • สัญญาณเตือนของ "ไทรอยด์เป็นพิษ" คือ ใจสั่น นอนไม่หลับ น้ำหนักลด ส่วน "ไทรอยด์ต่ำ" จะมีอาการอ่อนเพลีย ง่วงง่าย น้ำหนักขึ้น และหนาวง่าย
  • หากมีอาการเข้าข่ายตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไปควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด เพราะหากไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ข้อมูลจากวารสารการแพทย์ Advances in Therapy ระบุว่ามีผู้ป่วย “โรคไทรอยด์" ทั่วโลกราว 200 ล้านคน และมากถึง 60% ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้  เหตุผลหลักเพราะไม่รู้ตัวเนื่องจากอาการเริ่มต้นคล้ายกับภาวะทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น นอนไม่หลับ ท้องเสีย หรืออ่อนเพลีย สะท้อนถึงการเป็น "ภัยเงียบ" ที่แม้แต่คนที่ดูแลตัวเองดีก็มีโอกาสเป็นได้ 

นอกจากนี้ หลายคนยังเข้าใจผิดว่าโรคนี้เกี่ยวกับ "น้ำหนักตัว" ที่ลดหรือเพิ่มเพียงอย่างเดียว ทั้งที่จริงเป็นโรคที่ส่งผลต่อร่างกายหลายระบบ และหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อันตรายถึงชีวิต วันนี้ 

พญ.ธนพร พุทธานุภาพ แพทย์อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม รพ.วิมุต

รู้จัก "โรคไทรอยด์" ทำให้ร่างกายทำงานไม่สมดุล

พญ.ธนพร พุทธานุภาพ แพทย์อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม รพ.วิมุต กล่าวว่า ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กบริเวณลำคอ มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ที่ควบคุมการทำงานของร่างกายในแทบทุกระบบ เช่น การเผาผลาญ อุณหภูมิร่างกาย การเต้นของหัวใจ การย่อยอาหาร การหายใจ ไปจนถึงระดับความตื่นตัวของสมอง โรคไทรอยด์จึงหมายถึงการที่ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานไม่สมดุล

"โดยทั่วไปความผิดปกติของต่อมไทรอยด์แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มก้อนเนื้อไทรอยด์ เช่น ถุงน้ำหรือมะเร็งไทรอยด์ กลุ่มการอักเสบและติดเชื้อ และกลุ่มความผิดปกติของการผลิตฮอร์โมนที่พบบ่อยที่สุด และแบ่งเป็น 2 แบบ คือ ไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) มักเกิดจาก โรคเกรฟส์ (Graves' Disease) ที่กระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนมากเกินไป ทำให้ระบบร่างกายทำงานหนักกว่าปกติ 

อีกชนิดคือ ไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism) มักเกิดจาก โรคฮาชิโมโต (Hashimoto's Thyroiditis) ที่ภูมิคุ้มกันค่อย ๆ ทำลายเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์จนผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง ทำให้ระบบต่าง ๆ ทำงานช้าลงกว่าที่ควร"

เช็กสัญญาณ “โรคไทรอยด์” ต้องพบแพทย์ก่อนอันตราย

เช็กสัญญาณ “โรคไทรอยด์” ต้องพบแพทย์ก่อนอันตราย

โรคไทรอยด์ในระยะเริ่มมักมีอาการทั่วไปที่คนวัยทำงานเป็นกันปกติ เช่น ท้องเสียก็อาจมาจากการกินอาหารที่ไม่สะอาด หรืออ่อนเพลียก็คิดว่าอาจมาจากการโหมงานหนัก ทำให้มองข้ามโรคไทรอยด์ไป โดยสามารถลองสังเกตความเสี่ยงเบื้องต้นได้ ดังนี้

  • ไทรอยด์เป็นพิษ ที่มักมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว น้ำหนักลด เหงื่อออกง่าย ร้อนง่าย หงุดหงิด นอนไม่หลับ และท้องเสีย ในทางกลับกัน 
  • ไทรอยด์ต่ำ จะมีอาการหัวใจเต้นช้า อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้น ตัวบวม ผิวแห้ง หนาวง่าย ซึมเศร้า ง่วงมาก และท้องผูกเรื้อรัง 

หากพบว่าตัวเองมีอาการเข้าข่าย 2 ข้อขึ้นไป ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรอง เพราะผู้ที่ป่วยเป็นโรคไทรอยด์และไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะฉุกเฉินไทรอยด์ ได้แก่ Thyroid Storm ในผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ ที่หัวใจจะเต้นเร็วมากจนน้ำท่วมปอด มีไข้ สับสน หรือตับอักเสบ และ Myxedema Coma ในผู้ป่วยไทรอยด์ต่ำ ที่ทำให้ซึม ไม่รู้สึกตัว หายใจช้า หัวใจเต้นช้า และมีน้ำท่วมเยื่อหุ้มหัวใจ

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไทรอยด์และไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะฉุกเฉินได้

“โรคไทรอยด์” ตรวจไม่ยาก หายให้ได้

การวินิจฉัยโรคไทรอยด์ในปัจจุบันสามารถทำได้ด้วยการเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและแม่นยำ โดยถ้าคนไข้มีการรับประทานวิตามิน Biotin หรือยาบางชนิดควรแจ้งแพทย์ก่อนตรวจ เพราะอาจทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อน หากแพทย์สงสัยว่ามีก้อนที่ต่อมไทรอยด์ อาจทำการอัลตราซาวด์เพิ่มเติม สำหรับแนวทางการรักษาจะแตกต่างกันตามชนิดของโรค 

ส่วนใน "ไทรอยด์เป็นพิษ" ต้องรับประทานยาสร้างฮอร์โมนต่อเนื่องอย่างน้อย 18-24 เดือน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการรักษา ซึ่งผู้ป่วยประมาณ 30-50% อาจต้องรับประทานระยะยาว หรือใช้วิธีอื่น เช่น การกลืนน้ำแร่ไอโอดีนหรือการผ่าตัด ส่วน "ไทรอยด์ต่ำ" มักเป็นภาวะถาวร จะต้องรับประทานยาฮอร์โมนทดแทนตลอดชีวิต และเมื่อระดับฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติแล้ว อาการต่าง ๆ ก็จะดีขึ้น น้ำหนักจะปรับเข้าสู่สมดุล แต่หากต้องการลดน้ำหนักก็ต้องอาศัยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่กันไป