thansettakij
thansettakij
Disrupt Health ลงทุน Wearable ชะลอกระดูกพรุน รับเทรนด์สังคมสูงวัย

Disrupt Health ลงทุน Wearable ชะลอกระดูกพรุน รับเทรนด์สังคมสูงวัย

29 พ.ค. 69 | 10:12 น.
อัปเดตล่าสุด :29 พ.ค. 69 | 10:27 น.

Disrupt Health Impact Fund ลงทุน Osteoboost สตาร์ทอัพ Women’s HealthTech สหรัฐฯ ผู้พัฒนา wearable ชะลอการลดมวลกระดูกที่ FDA รับรอง เดินหน้าปูทางขยายตลาดไทยและอาเซียน

KEY

POINTS

  • กองทุน Disrupt Health Impact Fund ประกาศลงทุนใน Osteoboost สตาร์ทอัพจากสหรัฐฯ ผู้พัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable) เพื่อช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูก
  • Osteoboost เป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีคลื่นสั่นสะเทือนเพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตัวแรกในกลุ่มนี้ที่ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐฯ
  • การลงทุนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตอบรับเทรนด์สังคมสูงวัย และเตรียมขยายตลาดนวัตกรรมดังกล่าวมายังประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กองทุน Disrupt Health Impact Fund ประกาศลงทุนใน Osteoboost สตาร์ทอัพด้าน Women’s HealthTech จากสหรัฐอเมริกา ผู้พัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ หรือ Wearable สำหรับช่วยชะลอการลดมวลกระดูกในกลุ่มผู้มีภาวะกระดูกบาง โดยเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ตัวแรกและตัวเดียวในกลุ่มนี้ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FDA

การลงทุนครั้งนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของตลาด HealthTech ที่กำลังขยับเข้าสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Women’s Health และ Healthspan ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างประชากรสูงวัยที่กำลังขยายตัวทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เจาะเทรนด์ Women’s Health รับวิกฤตกระดูกพรุน

นายกระทิง พูนผล ประธานกองทุน Disrupt Health Impact Fund กองทุน 500 TukTuks Fund และ ORZON Ventures เปิดเผยว่า ภาวะกระดูกพรุนและภาวะกระดูกบางกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญของโลกที่ถูกมองข้ามมาเป็นเวลานาน

โดยข้อมูลจากองค์การโรคกระดูกพรุนสากล หรือ International Osteoporosis Foundation ระบุว่า ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไปทั่วโลกมีอัตราการเป็นโรคกระดูกพรุน 21.2% ขณะที่จำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากโรคกระดูกพรุนทั่วโลกอยู่ที่ราว 500 ล้านคน เมื่อรวมทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

Disrupt Health ลงทุน Wearable ชะลอกระดูกพรุน รับเทรนด์สังคมสูงวัย กลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่งผลให้สูญเสียมวลกระดูกได้สูงถึง 20% ภายในช่วง 5-7 ปี ก่อนและหลังหมดประจำเดือน ทำให้ความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน และกระดูกหักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นายกระทิงกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ 75% ของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักเป็นผู้หญิง และอัตราการเสียชีวิตภายในปีแรกหลังจากกระดูกสะโพกหักอยู่ที่ 20-24% ขณะที่ผู้รอดชีวิตจำนวนมากต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการใช้ชีวิต โดยกว่า 40% ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง และอีก 60% ต้องการความช่วยเหลือในการดำเนินชีวิตประจำวัน

 

ขณะเดียวกัน International Osteoporosis Foundation คาดการณ์ว่า ภายในปี 2593 จำนวนผู้หญิงที่กระดูกสะโพกหักทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 240% เมื่อเทียบกับปี 2533 ตามแนวโน้มการเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Osteoboost อุดช่องว่างการดูแลภาวะกระดูกบาง

นางสาวณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล ผู้บริหารกองทุน Disrupt Health Impact Fund กล่าวว่า ปัจจุบันทางเลือกในการดูแลผู้ที่มีภาวะกระดูกบางยังมีข้อจำกัด โดยส่วนใหญ่อยู่ที่การรับประทานวิตามินดี แคลเซียม และการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก ขณะที่การใช้ยารักษามักถูกกำหนดสำหรับผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนหรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงแล้ว

Disrupt Health ลงทุน Wearable ชะลอกระดูกพรุน รับเทรนด์สังคมสูงวัย

ช่องว่างดังกล่าวทำให้ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่อยู่ระหว่างภาวะกระดูกบางและยังไม่เข้าสู่โรคกระดูกพรุน ขาดทางเลือกในการดูแลเชิงป้องกันก่อนเกิดความเสี่ยงกระดูกหัก Osteoboost จึงถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการในตลาดนี้โดยตรง

นางสาวณรัณภัสสร์กล่าวว่า จุดแข็งของ Osteoboost คือการเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรองจาก FDA โดยใช้เทคโนโลยี Precision Vibration Therapy หรือการบำบัดด้วยคลื่นสั่นสะเทือนแบบแม่นยำบริเวณสะโพกและกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียมวลกระดูก

Disrupt Health ลงทุน Wearable ชะลอกระดูกพรุน รับเทรนด์สังคมสูงวัย

เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจากงานวิจัยของ NASA ที่ศึกษาการใช้คลื่นสั่นสะเทือนเพื่อช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกของนักบินอวกาศในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง โดย Osteoboost ได้พัฒนาให้เป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน พร้อมเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยควบคุมระดับคลื่นสั่นสะเทือนให้อยู่ในระดับเหมาะสมต่อการรักษา

ผู้ใช้งานสามารถสวมใส่อุปกรณ์อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที โดยไม่จำเป็นต้องหยุดทำกิจกรรมประจำวัน และจากข้อมูลของบริษัทไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรงจากการใช้งาน

ผลวิจัยชี้ลดการสูญเสียมวลกระดูก 85%

นางลอร่า ยีซี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Osteoboost กล่าวว่า ประสิทธิภาพของ Osteoboost ผ่านการศึกษาวิจัยทางคลินิกแบบ Randomized Double-Blinded Sham-Controlled Trial ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญของการวิจัยทางคลินิก โดยคณะนักวิจัยจาก University of Nebraska Medical Center ศึกษาในกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน 126 ราย

ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ใช้งาน Osteoboost อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 เดือน สามารถลดอัตราการสูญเสียความแข็งแรงของกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังได้ 83% ลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูก หรือ Bone Mineral Density บริเวณกระดูกสันหลังได้ 85% และลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกบริเวณสะโพกได้ 55% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ โดยไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง

นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังให้คะแนนความสะดวกในการใช้งานเฉลี่ย 3.9 จาก 5 คะแนน สะท้อนถึงโอกาสในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน โดยปัจจุบัน Osteoboost จำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ ตามใบสั่งแพทย์ และหลังเปิดตัวมียอดขายมากกว่า 2,000 เครื่องภายในเวลาไม่กี่เดือน

Disrupt Health ลงทุน Wearable ชะลอกระดูกพรุน รับเทรนด์สังคมสูงวัย

ปูทางขยายตลาดไทยและอาเซียน

นางลอร่ากล่าวว่า ความร่วมมือกับกองทุน Disrupt Health Impact Fund ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาดของ Osteoboost เข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ และมีจำนวนผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ภารกิจของ Osteoboost คือการสร้างทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพกระดูกที่ปลอดภัย เข้าถึงได้ และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้ยาเพียงอย่างเดียว ขณะที่ความเชี่ยวชาญ เครือข่าย และความเข้าใจในระบบนิเวศสุขภาพไทยของ Disrupt Health Impact Fund จะช่วยผลักดันให้นวัตกรรมดังกล่าวสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิงไทยและประชากรในภูมิภาคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับ Disrupt Health Impact Fund มีเป้าหมายการลงทุนระยะแรกประมาณ 17-50 ล้านบาทต่อบริษัท และวางแผนลงทุนรวม 15 บริษัท ในนวัตกรรม DeepTech ด้าน Healthcare ภายใน 3-5 ปี ทั้งในไทยและต่างประเทศ

กองทุนมุ่งลงทุนใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง เวชศาสตร์ป้องกันโรค การดูแลผู้สูงวัย การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และโรงพยาบาลอัจฉริยะ โดยเน้นนวัตกรรมระดับโลกที่ออกสู่ตลาดแล้ว หรืออยู่ระหว่างการวิจัยทางคลินิกเพื่อขอการรับรองจาก FDA