
เครื่องสำอาง-ความงามระส่ำ พิษสงคราม ยอดขายวูบ-ต้นทุนพุ่ง
สงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนขนส่ง-บรรจุภัณฑ์พุ่ง ฉุดตลาดเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามปี 69 ไร้การเติบโต “บัวขาว เทรดดิ้ง” เผยยอดขายกลุ่มอาหรับวูบ 70% เร่งเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเสริมแกร่ง เฮ้าส์แบรนด์ ชูสมุนไพรไทยรุกกลุ่ม Gen Z กางแผนบุกตลาดเวียดนาม
KEY
POINTS
- สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเครื่องสำอางสูงขึ้น 5-20% จากปัญหาการขนส่งและราคาบรรจุภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น
- ยอดขายชะลอตัว โดยเฉพาะจากตลาดตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดใหม่ และกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอาหรับที่ยอดขายลดลงถึง 60-70%
- ภาพรวมตลาดที่เคยเติบโตสูงคาดว่าจะชะลอตัวหรืออาจหดตัวลง 5-10% ในปี 2569 เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง
นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อตลาดเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามไทยใน 2 ส่วนหลัก คือ 1.ปัญหาด้านการขนส่งที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 2.ราคาบรรจุภัณฑ์พุ่งขึ้นสูง โดยเฉพาะส่วนที่ต้องใช้สารสกัดจากปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์พลาสติก ทำให้ต้นทุนรวมขยับขึ้นประมาณ 5-20% ตามแต่ประเภทของผลิตภัณฑ์
“ก่อนหน้านี้ตลาดตะวันออกกลางเป็นตลาดใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทยในกลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงาม หลายคนคาดหวังการเติบโตไว้สูง ซึ่งปัจจุบันเกิดชะลอตัวโครงการหรือความร่วมมือกันต้องระงับไปก่อน ทำให้เสียโอกาสทางเศรษฐกิจพอสมควร แต่สินค้าในกลุ่มนี้ถือว่ายังได้รับผลกระทบน้อยกว่าสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ”
นอกจากการขายสินค้าข้ามพรมแดน ผู้บริโภคในตลาด E-commerce ก็ยังเป็นกำลังซื้อหลัก โดยจะซื้อผ่านแพลตฟอร์มเป็นจำนวนมาก แต่กรณีนี้ค่อนข้างส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย เพราะสินค้าจีนที่ราคาถูกก็มาแรงและเป็นคู่แข่งสำคัญ ซึ่งภาครัฐต้องมีมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่เหมาะสม เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมากกว่าวัตถุดิบ
โดย 5 ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมในตลาดเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามไทย ได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อาทิกลุ่มไวท์เทนนิ่ง ได้รับความนิยมต่อเนื่อง 2. ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก/อาหารทดแทน เช่น คีโต หรือโปรตีนทางเลือก 3.ยาดมและอโรมา สมุนไพร ถือเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ 4.กลุ่มอาหารบำรุงสุขภาพเช่น สารที่ช่วยเรื่องชะลอวัย (Anti-aging) หรือสมุนไพรกระชายดำบำรุงกำลัง 5.ผลิตภัณฑ์สปาเช่น ผงขัดผิว ผงอาบน้ำ และอื่นๆ
นายนาคาญ์ กล่าวว่า ตลาดเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามไทยมีการเติบโตต่อเนื่องเป็นตัวเลขสองหลัก (Double digit) ในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ในปี 2569คาดการณ์ว่าตลาดจะทรงตัวในระดับเดิม ไม่เติบโตมากนักในเบื้องต้นอาจหดตัวลงประมาณ 5-10% เพราะกำลังซื้อจะชะลอตัวลงตามสภาพเศรษฐกิจคนจะเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายและประหยัดมากขึ้น ดังนั้นตลาดจะไม่เติบโตหวือหวาเหมือนที่ผ่านมา
ด้าน ภญ.ภัทรธมน หาญอนันทสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัทบัวขาว เทรดดิ้งจำกัด ผู้ผลิตสินค้าสมุนไพรไทย กล่าวว่า ความท้าทายและปัจจัยลบที่น่ากังวลในตอนนี้คือ ต้นทุนวัตถุดิบเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามไทยสูงขึ้น ราคาด้านโลจิสติกส์และพลังงานก็ปรับตัวขึ้น ซึ่งหากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบหนักทั้งระบบ
ยกตัวอย่างในโซนเมืองท่องเที่ยว เช่น พัทยา หลายคนเริ่มมีความวิตกกังวลเรื่องพลังงานขาดแคลน จากการจำกัดการเติมน้ำมัน บางคนคนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV)เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนผู้ประกอบการธุรกิจก็ต้องระมัดระวังคำนวนค่าใช้จ่ายด้านขนส่งพอสมควร
“สถานการณ์ในตอนนี้หลายคนอาจมองว่าผู้ประกอบการธุรกิจยังคงดำเนินกิจการไปได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาตั้งแต่เกิดการปะทะระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้กลุ่มลูกค้าทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนหายไป และเมื่อมาเจอกับสงครามตะวันออกกลาง ลูกค้ากลุ่มนี้ยังถูกยกเลิกเที่ยวบินและชะลอการเดินทางอีก บัวขาวเทรดดิ้งเห็นยอดขายจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอาหรับลดลงประมาณ 60-70%โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอางและสกินแคร์ที่เคยขายดีมาก แต่ตอนนี้ไม่มียอดสั่งซื้อเลย”
ทั้งนี้ บัวขาวเทรดดิ้งที่เป็นหนึ่งผู้ประกอบการรายเล็กในตลาดเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามไทย มีรายได้รวมในปีที่ผ่านมาประมาณ 80 - 100 ล้านบาทจากลูกค้ากลุ่มนักท่องเที่ยวกว่า 50 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซีย (80%) อาหรับ จีน และตะวันตก ตามลำดับ ส่วนรายได้ลูกค้าคนไทยในประเทศไทยประมาณ20 ล้านบาท
ปัจจุบันมีจำนวนสินค้าราว 285 รายการ แบ่งเป็น 5 กลุ่ม คือ สมุนไพรหลัก (ยาหม่อง/ยาดม), สกินแคร์, ชาชงดื่ม, เครื่องหอม และ Bath & Body มีช่องทางการขายผ่านร้านของฝาก 80% และผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 20% ซึ่งสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ คือ บาล์มนวดแก้ปวดเมื่อย, Sleep Balm(ใช้ในสปา) และลิปบาล์ม ส่วนผลิตภัณฑ์และสินค้าขายดีในประเทศจะเป็น ยาหม่อง ลิปบาล์มและชาสมุนไพร
ภญ.ภัทรธมน กล่าวว่า จากสถานการณ์ตอนนี้บริษัทยังคาดหวังการเติบโต แต่จะต้องปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ ลดสัดส่วนการรับจ้างผลิต (OEM) จาก 50% ให้ลดลงเหลือ20%แล้วหันมาเน้นปั้นแบรนด์ของตัวเอง (House Brand) ให้มากขึ้น ที่สำคัญคือปรับกลยุทธ์การเติบโตรับเทรนด์สมุนไพรไทย
เช่น ยาดม ที่กำลังนิยมในกลุ่ม Gen Z หรือออกแบบแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้มีความเป็นสากลและร่วมสมัยมากขึ้น ตลอดจนสร้างจุดขายด้วยเอกลักษณ์ไทยที่มีจุดเด่นเรื่องกลิ่น สรรพคุณ คุณภาพซึ่งลูกค้าต่างชาติเชื่อมั่นมากกว่าสินค้าเคมีและหาจากที่อื่นไม่ได้
“เป้าหมายระยะยาวในปี 2569จะเปลี่ยนจากแบรนด์ตลาด Mass ไปสู่ Premium Massดันยอดขายให้ถึง200 ล้านบาทขยายตลาดไปในโซนนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น เช่น เชียงใหม่, เกาะพะงัน และนำสินค้าเข้าสู่Modern Trade ภายใน 3 ปี พร้อมวางแผนบุกตลาดเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งนิยมใช้พิมเสนน้ำของไทย”
อย่างไรก็ตาม อยากให้ภาครัฐสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ในช่วงนี้ และอีกหลายเรื่องเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามไทยทั้งการปรับปรุงแพ็กเกจจิ้งให้โมเดลและเป็นสากล รวมถึงผลักดันสินค้าสมุนไพรเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยว เช่น สปาและโรงแรม อย่างจริงจังในอนาคต






