thansettakij
thansettakij
ส่องโอกาส “สมุนไพรไทย”  โปรดักส์ฮีโร่ ปลดล็อกสต๊อกยาตึงตัว

ส่องโอกาส “สมุนไพรไทย” โปรดักส์ฮีโร่ ปลดล็อกสต๊อกยาตึงตัว

14 เม.ย. 69 | 21:50 น.
อัปเดตล่าสุด :14 เม.ย. 69 | 21:54 น.

รัฐ-เอกชน ส่งสัญญาณดัน “สมุนไพรไทย” โปรดักส์ฮีโร่ รับมือสงครามตะวันออกกลาง กระทบ “เม็ดพลาสติก-นำเข้าวัตถุดิบ” ทำบรรจุภัณฑ์-ตลาดยาไทยวิกฤต อย. หนุนสร้างความมั่นคงทางการแพทย์ในระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการจี้ภาครัฐส่งเสริมทั้งระบบ ลดการพึ่งพาต่างชาติ

KEY

POINTS

  • วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการขนส่งเม็ดพลาสติกสำหรับทำบรรจุภัณฑ์ยา อาจทำให้สต๊อกยาตึงตัวและมีราคาสูงขึ้นในอนาคต
  • รัฐบาลและภาคเอกชนมองว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการผลักดัน “สมุนไพรไทย” ให้เป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสร้างความมั่นคงทางยาและลดการพึ่งพาการนำเข้า
  • แม้ไทยจะมีศักยภาพด้านวัตถุดิบและงานวิจัย แต่ยังเผชิญความท้าทายในการยกระดับมาตรฐานสินค้า การต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ และการสร้างระบบเบิกจ่ายที่เป็นธรรม

ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนของความขัดแย้งในสงครามตะวันออกกลาง นอกจากเรื่องพลังงานยังมีสัญญาณเตือนที่กำลังก่อตัวขึ้นใน “ตลาดยาไทย” โดยมีวิกฤต “บรรจุภัณฑ์พลาสติก” ที่อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญเขย่าระบบสาธารณสุขในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะยังคงควบคุมได้ทั้งวัตถุดิบยา ยาสำเร็จรูป เวชภัณฑ์ต่างๆ และยังไม่เข้าสู่ภาวะขาดแคลน แต่ “เม็ดพลาสติก” ซึ่งเป็นหัวใจของภาชนะบรรจุกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาการขนส่งในตะวันออกกลาง กลายเป็นจุดเสี่ยงที่อาจลุกลามสู่ต้นทุนยาในอนาคตอันใกล้

เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (เลขาธิการ อย.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า อย. ได้เดินหน้าเชิงรุก เปิดทางให้ผู้ประกอบการ “ปรับตัวตามสถานการณ์” ทั้งการเปลี่ยนรูปแบบ ขนาด หรือชนิดบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการสลับแหล่งวัตถุดิบ เพื่อประคองเสถียรภาพของระบบยาโดยไม่ลดทอนมาตรฐานด้านความปลอดภัย

เพราะคาดว่าในอนาคตต้นทุนสินค้าจะสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและค่าขนส่ง ซึ่งอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้หากราคาสินค้าจะปรับราคาขึ้นในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ดังนั้น อย.จึงต้องตรวจสอบสต๊อกยาและรวบรวมข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้เร่งวางหมากระยะยาว ผลักดัน “สมุนไพรไทย” ให้ขึ้นมาเป็นแนวหน้าสร้างความมั่นคงทางยา ลดการพึ่งพาต่างประเทศ พร้อมปลุกแนวคิด “ห้องยาข้างบ้าน” ให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

ส่องโอกาส “สมุนไพรไทย”  โปรดักส์ฮีโร่ ปลดล็อกสต๊อกยาตึงตัว

“ในระยะสั้นเรามอนิเตอร์การขาดแคลนวัตถุดิบและการสำรองยา ส่วนเรื่องสมุนไพรเป็นมาตรการที่จะออกควบคู่กันไปทั้งระยะสั้นและระยะยาวในอนาคต ซึ่งไม่ใช่แค่การบริหารจัดการในช่วงวิกฤต แต่คือการปรับโครงสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศ ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกสมุนไพรไว้ดูแลอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นที่บ้าน”

ด้าน นายพิษณุ แดงประเสริฐ ประธาน บริษัท โรงงานเภสัช อุตสาหกรรมเจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP กล่าวว่า สภาวะนี้เป็นจังหวะสำคัญที่ทำให้ “สมุนไพรไทย” ถูกหยิบยกให้กลับมาพูดถึงอีกครั้ง ในมุมของผู้ประกอบการเห็นชัดว่าศักยภาพของสมุนไพรไทยไม่ใช่ข้อจำกัด เพราะประเทศไทยมีทั้งวัตถุดิบ งานวิจัย และองค์ความรู้รองรับอยู่แล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มอาการพื้นฐานที่สามารถใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันได้

แต่ปัญหาของสมุนไพรไทยอยู่ที่โครงสร้างของระบบสาธารณสุขและแนวคิดของผู้ใช้งาน บทบาทการแพทย์สมัยใหม่และการผลักดันเชิงนโยบาย ซึ่งอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยยังมีโจทย์ด้านมาตรฐานที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพหรือใช้สารต้องห้าม ที่กระทบต่อภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม หากสามารถเชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกันได้

แม้ประเทศไทยจะมีความพร้อมด้านการวิจัย แต่เขามองว่ายังมีช่องว่างสำคัญระหว่าง “งานวิจัย” กับ “การนำไปใช้จริง” งานวิจัยจำนวนมากยังคงอยู่ในระดับห้องทดลอง ไม่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้ ดังนั้นการเชื่อมโยงระหว่างภาควิจัยกับภาคเอกชนจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จำเป็น เพื่อให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ตลาดและสามารถสร้างมูลค่าได้จริง สำหรับผู้ประกอบการ การปรับตัวในช่วงเวลานี้ต้องเป็นการ “ยกระดับทั้งระบบ” ไม่ใช่เพียงเพิ่มกำลังการผลิต แต่ต้องลงทุนในมาตรฐาน การวิจัย และการสร้างความโปร่งใสในการสื่อสารกับผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

ส่องโอกาส “สมุนไพรไทย”  โปรดักส์ฮีโร่ ปลดล็อกสต๊อกยาตึงตัว

“วิกฤตต้นทุนยานำเข้าในครั้งนี้เปิดโอกาสให้สมุนไพรไทยอย่างชัดเจน แต่โอกาสจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าทั้งระบบจะสามารถปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างไร หากนโยบายยังไม่ชัด ระบบยังไม่เปิดรับ และความเชื่อมั่นยังไม่ถูกสร้าง โอกาสก็อาจเป็นเพียงภาพที่มองเห็นแต่ไปไม่ถึง แต่หากสามารถเชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกันได้ วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้สมุนไพรไทยก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศในอนาคต”

ขณะที่ด้าน นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า ประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาทรัพยากรด้านนี้จากต่างประเทศเกือบทั้งหมด ทั้งเครื่องมือแพทย์ ยา และเวชภัณฑ์ แม้แต่ “น้ำตาลกลูโคส” ที่ใช้ในน้ำเกลือยังไม่สามารถพัฒนาเองได้ เนื่องจากขาดการส่งเสริมและมองว่าไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ส่วนเคมีภัณฑ์ส่วนใหญ่ต้องนำมาจากยุโรป อินเดีย และจีน

ดังนั้น โอกาสของสมุนไพรไทยที่มองว่าเป็นทางเลือกสำคัญหากเกิดวิกฤต เช่น สงครามหรือการปิดประเทศที่ทำให้ขาดแคลนยาแผนปัจจุบัน ตามหลักมาตรฐานแล้วยังมีปัญหาหลายอย่าง มาตรฐานการเบิกจ่ายก็ยังไม่เท่าเทียม เช่น บางชนิดเบิกได้ในโรงพยาบาลรัฐแต่เบิกในโรงพยาบาลเอกชนไม่ได้ เรื่องนี้รัฐบาลควรสร้างกลไกการเบิกจ่ายสมุนไพรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และส่งเสริมให้มีมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับเพื่อให้ใช้ได้ในทุกภาคส่วน

“แน่นอนว่าระบบการใช้สมุนไพรยังการขาดการส่งเสริมระยะยาว ขาดการวางแผนเพื่อความมั่นคงทางการแพทย์ในระยะยาว โดยเฉพาะการสนับสนุนโรงงานผลิตยาหรือเวชภัณฑ์พื้นฐาน (เช่น ยาสลบ หรือโรงงานผลิตวัคซีน) เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ 100% รัฐบาลต้องกล้าลงทุนสร้างอุตสาหกรรมการผลิตภายในผลักดันโครงสร้างตลาดยาและโอกาสของสมุนไพรให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก”

ส่องโอกาส “สมุนไพรไทย”  โปรดักส์ฮีโร่ ปลดล็อกสต๊อกยาตึงตัว

ภญ.ภัทรธมน หาญอนันทสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัวขาว เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตสินค้าสมุนไพรไทย กล่าวว่า ตลาดสมุนไพรมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษและหาไม่ได้จากที่อื่นในโลก นอกจากเรื่องการทดแทนยายังสามารถต่อยอดในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ยาดม เครื่องสำอางแปรรูปจากสมุนไพร ครีม โลชั่น ลิปบาลม์ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare)

นอกจากนี้ ค่านิยมของผู้บริโภคในปัจจุบันก็เปลี่ยนไป ผู้บริโภคเริ่มหันมาใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ (Natural) มากขึ้น ซึ่งสมุนไพรไทยสามารถตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี หากยกระดับภาพลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ให้เป็นสากลมากขึ้นจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ แม้จะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ผู้ประกอบการก็สามารถขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านหรือภูมิภาคอื่นได้

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายและปัจจัยลบที่น่ากังวลในตอนนี้คือต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น อย่างน้อยก็เริ่มปรับขึ้นแล้ว 5-10% จากด้านโลจิสติกส์และพลังงาน ซึ่งหากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบหนักทั้งระบบ