thansettakij
thansettakij
สปสช. เตรียมปรับงบรูปแบบใหม่ปี 2570 รองรับการถ่ายโอน รพ.สต. ให้ท้องถิ่น

สปสช. เตรียมปรับงบรูปแบบใหม่ปี 2570 รองรับการถ่ายโอน รพ.สต. ให้ท้องถิ่น

21 เม.ย. 69 | 06:55 น.
อัปเดตล่าสุด :21 เม.ย. 69 | 06:55 น.

สปสช. รับฟังเสียงสะท้อนเครือข่ายบริการสุขภาพปฐมภูมิ ขอนแก่น เตรียมปรับรูปแบบจัดสรรงบรูปแบบใหม่ ยึดมาตรฐานระบบบริการปฐมภูมิเป็นตัวตั้ง จ่อเสนอชงบอร์ด ก.ค.นี้ คาดใช้จริงปีงบประมาณ 2570

KEY

POINTS

  • สปสช. กำลังพัฒนารูปแบบการจัดสรรงบประมาณบริการปฐมภูมิใหม่ เพื่อรองรับการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคาดว่าจะเริ่มใช้ในปีงบประมาณ 2570
  • เป้าหมายของงบประมาณรูปแบบใหม่ คือ การสร้างมาตรฐานกลางระดับประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสนับสนุนให้หน่วยบริการสามารถจัดบริการสุขภาพได้อย่างมีคุณภาพและเท่าเทียม
  • การถ่ายโอน รพ.สต. ที่ดำเนินการไปแล้วเกือบ 50% ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการบุคลากรและทำให้สามารถจัดบริการได้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่มากขึ้น
  • ขณะนี้รูปแบบงบประมาณใหม่อยู่ในขั้นตอนการยกร่างและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนจะเสนอให้บอร์ด สปสช. พิจารณาภายในเดือนกรกฎาคม 2569

21 เมษายน 2569 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำโดย นพ.ดุสิต ขำชัยภูมิ รองเลขาธิการ สปสช. พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายบริการสุขภาพปฐมภูมิภายใต้บริบทการกระจายอำนาจ โดยมี ดร.ภก.ณรงค์ อาสายุทธ ผอ.สปสช.เขต 7 ขอนแก่น ร่วมการประชุม พร้อมด้วยตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หน่วยบริการและภาคประชาชน

นพ.ดุสิต รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เริ่มมาตั้งแต่ปี 2566 ปัจจุบันดำเนินการไปแล้วเกือบ 50% โดยมี 16 จังหวัดที่ถ่ายโอนได้ครบ 100%  สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของพื้นที่ในการบริหารจัดการระบบสุขภาพด้วยตนเองมากขึ้น ขณะเดียวกัน สปสช. ได้พัฒนาระบบจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านนี้เพื่อให้ประชาชนยังคงได้รับบริการที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม  

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ สปสช. อยู่ระหว่างการปรับรูปแบบการจัดสรรงบประมาณปฐมภูมิรูปแบบใหม่ มีแนวคิดสำคัญ คือ กำหนดให้รวมการจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการปฐมภูมิของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้เป็นรูปแบบกลางระดับประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและให้การสนับสนุนหน่วยบริการ ตามชุดสิทธิประโยชน์บริการที่สอดคล้องการจัดบริการตามมาตรฐานระบบบริการปฐมภูมิ โดยร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณงบประมาณที่เหมาะสมและสะท้อนความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนในแต่ละช่วงวัยได้ดี

ทั้งนี้ แนวทางการจัดสรรงบประมาณปฐมภูมิปัจจุบัน บอร์ด สปสช. กำหนดไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่ การจัดสรรผ่านหน่วยบริการประจำตามรูปแบบเดิม หรือการจัดสรรตรงให้ รพ.สต.ถ่ายโอนฯตามข้อตกลงร่วมในระดับพื้นที่ ผ่านกลไกคณะกรรมการระดับจังหวัด และวิธีอื่น ๆ ที่ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนดซึ่งขณะนี้การจัดทำรูปแบบจัดสรรงบรูปแบบใหม่อยู่ในขั้นตอนการยกร่างโดยคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญ 

นพ.ดุสิต กล่าวเพิ่มเติมว่า การถ่ายโอนไปยัง อบจ. ได้ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการโดยเฉพาะด้านบุคลากรซึ่งสามารถกำหนดอัตรากำลังและจ้างบุคลากรด้านสาธารณสุขเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็นส่งผลให้การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทำได้รวดเร็วขึ้น และช่วยให้หน่วยบริการสามารถจัดบริการได้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่มากขึ้น โดยเห็นผลชัดเจนในจังหวัดนำร่อง เช่น ข้อมูลการนำเสนอ กรณีจังหวัดร้อยเอ็ด 

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดอยู่ภายใต้การบูรณาการของ 3 กฎหมายหลัก ได้แก่ พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549, พระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบสุขภาพปฐมภูมิเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ

"การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด ก่อนเสนอ บอร์ด สปสช. พิจารณาภายในเดือนกรกฎาคม 2569 และเตรียมนำไปใช้จริงในปีงบประมาณ 2570 เพื่อให้ได้รูปแบบที่ทุกฝ่ายยอมรับ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในระยะยาว" รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว 

ด้านนายภานุพงศ์ แพนลิ้นฟ้า ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข อบจ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่รับถ่ายโอน รพ.สต. ครบ 100% โดยสามารถบริหารจัดการระบบบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านโครงสร้าง บุคลากร และทรัพยากร ส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นจะมีความท้าทายด้านระเบียบและการบริหารจัดการ แต่ปัจจุบันระบบมีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ โดยยึดหลัก "สร้างนำซ่อม" ครอบคลุมทั้งการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการอย่างครบวงจรและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

การประชุมในวันนี้จากข้อมูลพื้นที่สะท้อนให้เห็นว่า การกระจายอำนาจด้านสุขภาพและการพัฒนาระบบงบประมาณที่สอดคล้องกับมาตรฐานบริการ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับระบบสุขภาพปฐมภูมิของประเทศ ให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในอนาคต นายภานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข อบจ.ร้อยเอ็ด ระบุ