thansettakij
thansettakij
'ชัยชนะ' ขยี้งบสาธารณสุขล่มสลาย แฉงบ สปสช. ทำ รพ. ถังแตก  

'ชัยชนะ' ขยี้งบสาธารณสุขล่มสลาย แฉงบ สปสช. ทำ รพ. ถังแตก  

09 เม.ย. 69 | 09:55 น.
อัปเดตล่าสุด :09 เม.ย. 69 | 09:59 น.

ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้นโยบายสาธารณสุขรัฐบาล งบ สปสช. ทำโรงพยาบาลทั่วประเทศวิกฤติ กังขานโยบาย 'พยาบาลอาสา' ซ้ำซ้อน อสม. หรือไม่

KEY

POINTS

  • ชี้ว่างบประมาณ สปสช. ที่รวมเงินเดือนบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้งบสำหรับใช้ในการรักษาพยาบาลจริงไม่เพียงพอ
  • เปิดเผยข้อมูลโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศกว่า 403 แห่งมีเงินบำรุงติดลบ และเงินบำรุงคงเหลือมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ตั้งคำถามต่อนโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" ว่าหากจัดสรรงบไม่เพียงพอ จะยิ่งซ้ำเติมให้สถานะทางการเงินของโรงพยาบาลเข้าขั้นวิกฤต

ในการประชุมรัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายชำแหละงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ว่า งบประมาณ สปสช.ปี 2568 จำนวนกว่า  1.6 แสนล้านบาท และปี 2569 ขยับเป็น 4,175 บาทต่อหัวประชากร แต่ข้อเท็จจริงรัฐบาลไม่ได้บอกประชาชน คือ ตัวเลขเหมาจ่ายรายหัวนี้รวมค่าเงินเดือนบุคลากรทางการแพทย์ไว้ด้วย ทำให้งบประมาณที่จะไปถึงหน้างานจริงเพื่อใช้ในการรักษาไม่เพียงพอ พร้อมกันนี้ได้เปิดข้อมูลเปรียบเทียบสภาวะเงินบำรุงคงเหลือของโรงพยาบาลทั่วประเทศว่า มีแนวโน้มลดลง โดยปี 2567 เหลือ 69,000 ล้านบาท ปี 2568 เหลือ 50,000 ล้านบาท  และปี 2569 เหลือเพียง 22,000 ล้านบาทเท่านั้น  

จากการตรวจสอบโรงพยาบาล 903 แห่ง พบว่า รพ.ที่เงินบำรุงติดลบมากถึง 403 แห่ง โดยเฉพาะรพ.ขนาดใหญ่ พบข้อมูลว่า ขาดทุนถึง 1,431 ล้านบาท เนื่องจากระบบการเบิกจ่ายไม่สะท้อนค่าใช้จ่ายจริง เช่นเดียวกับรพ.ตามแนวชายแดนต้องแบกรับภาระรักษาชาวต่างชาติเพื่อป้องกันโรคระบาดไม่ให้เข้าประเทศไทย 

ทั้งยังชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจของเงินบำรุงโรงพยาบาล ทั่วประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันดิ่งลงเหลือเพียง 2.2 หมื่นล้านบาท นายชัยชนะระบุว่า สาเหตุหลักมาจากหลักเกณฑ์การจ่ายเงินของ สปสช. ที่ไม่สะท้อนค่าใช้จ่ายจริง ทำให้โรงพยาบาลแบกรับภาระจนขาดสภาพคล่อง

พร้อมตั้งคำถามว่านโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" แม้จะดูดีในแง่การเข้าถึงของประชาชน แต่หากไม่มีการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอและเป็นธรรม จะกลายเป็นการซ้ำเติมให้สถานะทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐเข้าสู่ขั้นวิกฤตจนอาจไม่สามารถรักษามาตรฐานบริการได้

อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือการตั้งข้อสังเกตต่อนโยบาย "พยาบาลอาสา" ที่รัฐบาลพยายามผลักดัน นายชัยชนะตั้งคำถามถึงความซ้ำซ้อนและมาตรฐานวิชาชีพ โดยระบุว่าปัจจุบันมี "อสม." (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ที่ทำหน้าที่ดูแลในระดับชุมชนอยู่แล้ว การเพิ่มโครงการพยาบาลอาสาเข้ามาอาจส่งผลกระทบทั้งเรื่องของความซ้ำซ้อนของภารกิจ หน้าที่ระหว่าง อสม. พยาบาลวิชาชีพ และพยาบาลอาสา จะแบ่งแยกกันอย่างไรไม่ให้ทับซ้อนการนำอาสาสมัครมาทำหน้าที่ในลักษณะงานวิชาชีพพยาบาล มีการควบคุมมาตรฐานและจริยธรรมอย่างไรเพื่อความปลอดภัยของคนไข้

รวมถึงการจ่ายค่าตอบแทนหรือเบี้ยเลี้ยงให้พยาบาลอาสา จะเป็นการเพิ่มงบประมาณในส่วนที่ควรจะนำไปปรับปรุงสวัสดิการให้พยาบาลวิชาชีพที่กำลังขาดแคลนและทำงานหนักอยู่หรือไม่ ขณะที่นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ไม่ปรากฎเรื่องของเบี้ยสวัสดิการผู้สูงอายุและผู้พิการอย่างชัดเจนแต่อย่างใด