
'พัฒนา' ชู 3 แนวทางเชิงรุก หนุน 'ยาไทย' สู้วิกฤติน้ำมันพุ่ง ลดนำเข้าจากต่างประเทศ
'พัฒนา' รมว.สาธารณสุข ผลักดัน 'ยาไทย ภูมิปัญญาไทย เพื่อคนไทย' เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ ผ่าน 3 แนวทางเชิงรุก ส่งเสริมใช้ยาไทยในบัญชีหลักแห่งชาติ ขยายผลการใช้ยาปรุงเฉพาะราย พร้อมปลูกสมุนไพรใช้เองในครัวเรือน หวังลดการนำเข้าจากต่างประเทศ มุ่งสร้างความยั่งยืนให้ระบบสาธารณสุขไทย
KEY
POINTS
- กระทรวงสาธารณสุขเสนอ 3 แนวทางเชิงรุกเพื่อส่งเสริมการใช้ "ยาไทย" ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่ส่งผลต่อต้นทุน
- ส่งเสริมการใช้ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ 124 รายการ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 2,000 ล้านบาทจาก สปสช. เพื่อเพิ่มการเข้าถึงยาให้ประชาชน
- ผลักดันการใช้ยาปรุงเฉพาะรายในสถานพยาบาลอย่างน้อย 10 ตำรับ และรณรงค์ให้ประชาชนปลูกสมุนไพร 64 ชนิดไว้ใช้เองในครัวเรือนเพื่อการพึ่งพาตนเอง
31 มีนาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ "ยาไทย ภูมิปัญญาไทย เพื่อคนไทย" โดยมี ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก คณะผู้บริหาร ประธาน Service Plan สาขาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เขตสุขภาพที่ 1–13 นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาล หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม ผู้แทนโรงงานผลิตยา และสมุนไพรที่ได้รับมาตรฐาน GMP ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมทั้งรูปแบบ Onsite และ Online
นายพัฒนา เปิดเผยว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลาสติกซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์ดังกล่าวอาจกระทบโดยตรงต่อระบบสาธารณสุขของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันยังคงพึ่งพาการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์จากต่างประเทศสูงถึงร้อยละ 80 เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ
กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนด 3 แนวทางหลัก สร้างความยั่งยืนให้กับระบบสาธารณสุขไทย โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้ "ยาไทย" และภูมิปัญญาการแพทย์ แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่
1. ส่งเสริมการใช้ยาไทยในบัญชียาหลักแห่งชาติ จำนวน 124 รายการ ครอบคลุมหลายกลุ่มอาการ อาทิ กลุ่มแก้ปวดและกล้ามเนื้อ (ยาประคบ ครีมไพล เถาวัลย์เปรียง) กลุ่มโรคทางเดินหายใจ (ฟ้าทะลายโจร ยาเขียวหอม มะขามป้อม) กลุ่มทางเดินอาหาร (ขมิ้นชัน ขิง มะขามแขก เพชรสังฆาต) ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จำนวน 2,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพและปลอดภัยให้กับประชาชน
2. ผลักดันยาปรุงเฉพาะรายในสถานพยาบาล ไม่น้อยกว่า 10 ตำรับ โดยเฉพาะตำรับรักษาโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งปัจจุบันมีการใช้ในโรงพยาบาลของรัฐ 112 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ยังได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อน จังหวัดตรัง และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิจัยและพัฒนาแนวทางการรักษา เพื่อผลักดันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ รองรับการเบิกจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพ
3. รณรงค์ปลูกสมุนไพรใช้ในครัวเรือนเพื่อการพึ่งพาตนเอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ โดยคัดเลือกสมุนไพร 64 รายการ ครอบคลุม 5 กลุ่มอาการ ได้แก่
- ขมิ้นชันและขิง (ระบบทางเดินอาหาร)
- ฟ้าทะลายโจร (ระบบทางเดินหายใจ)
- ว่านหางจระเข้ (โรคผิวหนัง)
- กระเจี๊ยบแดง (ระบบทางเดินปัสสาวะ)
- ไพล (บรรเทาอาการเคล็ดขัดยอก)
ด้าน ดร.นพ.พงศธร กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้นำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ได้แก่
ต้นน้ำ ใช้ระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เชื่อมโยงโรงพยาบาลกับเกษตรกร ควบคุมมาตรฐานและสร้างรายได้ที่มั่นคง
กลางน้ำ ใช้ระบบบริหารคลังยา (VMI) วางแผนการผลิตร่วมกับโรงงานมาตรฐาน GMP ทั้งภาครัฐและเอกชน
ปลายน้ำ พัฒนาคู่มือการรักษา (CPG) และระบบ e-Learning เสริมความมั่นใจให้บุคลากรทางการแพทย์ พร้อมดึงเครือข่าย อสม. และหมอพื้นบ้านร่วมดูแลประชาชน
มาตรการทั้งหมดเป็นการวางรากฐานเชิงรุก เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาได้อย่างเพียงพอ และสร้างความมั่นคงให้ระบบสาธารณสุขไทยรองรับทุกสถานการณ์ในอนาคต ภายใต้แนวคิด "ยาไทย ภูมิปัญญาไทย เพื่อคนไทย"







