
'รพ.รามาฯ-ศิริราช' ประกาศปรับมาตรการจ่ายยา-ประหยัดทรัพยากร รับเหตุตะวันออกกลาง
ผลกระทบจากตะวันออกกลางลามวงการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดีและศิริราช ประกาศปรับแนวทางการให้บริการและการจ่ายยาแก่ผู้ป่วยนอกทุกสิทธิ์ เน้นประหยัดทรัพยากรและคุมสต็อกยาให้เพียงพอ
KEY
POINTS
- โรงพยาบาลรามาธิบดีและศิริราชปรับมาตรการจ่ายยาสำหรับผู้ป่วยนอก เพื่อสำรองทรัพยากรจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
- รพ.รามาธิบดี จำกัดการจ่ายยาไม่เกิน 2 เดือน และเพิ่มบริการตรวจรักษาทางไกล (Telemedicine) เริ่ม 23 มี.ค. 69
- รพ.ศิริราช จำกัดการจ่ายยาครั้งละ 1 เดือน โดยเป็นมาตรการเชิงป้องกัน และยืนยันว่ายังมีเวชภัณฑ์เพียงพอ เริ่ม 18 มี.ค. 69
- ทั้งสองโรงพยาบาลจะใช้ระบบใบเติมยา (Refill) สำหรับผู้ป่วยที่มีนัดหมายระยะยาว โดยสามารถรับยาทางไปรษณีย์หรือมารับเองได้
วันนี้ (19 มี.ค.69) โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลศิริราช ออกประกาศปรับแนวทางการให้บริการและการจ่ายยาแก่ผู้ป่วยนอกทุกสิทธิ์ เพื่อรองรับผลกระทบตะวันออกกลาง
โรงพยาบาลรามาธิบดี ประกาศปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการรักษาพยาบาล เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบให้ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องประหยัดทรัพยากรในทุกรูปแบบ โดยมีมาตรการดังนี้:
เพิ่มสัดส่วนบริการตรวจทางไกล (Telemedicine): ผู้รับบริการสามารถแจ้งความประสงค์ผ่านหน่วยบริการของโรงพยาบาล หรือผ่าน RAMA App
จำกัดการจ่ายยาและเวชภัณฑ์: สำหรับผู้ป่วยนอกทุกสิทธิ์ จะได้รับยาไม่เกิน 2 เดือน ในกรณีที่ผู้ป่วยมีนัดหมายมากกว่า 2 เดือน โรงพยาบาลจะออกใบเติมยาให้แทน โดยสามารถเลือกรับยาได้ทางไปรษณีย์หรือเดินทางมารับเองที่โรงพยาบาล
มาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
ศิริราชประกาศมาตรการเชิงป้องกัน สำรองยาให้เพียงพอ จำกัดการจ่ายยาครั้งละ 1 เดือน
ขณะที่โรงพยาบาลศิริราช ออกประกาศเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้น
โดยมุ่งเน้นให้ยามีความเหมาะสมและเพียงพอต่อผู้ป่วย มีรายละเอียดการดำเนินการดังนี้:
- กำหนดจ่ายยาและเวชภัณฑ์: สำหรับผู้ป่วยนอกทุกสิทธิ์ จะจ่ายให้ไม่เกินครั้งละ 1 เดือน
- ระบบใบเติมยา (Refill): สำหรับส่วนที่เหลือกรณีผู้ป่วยมีนัดหมาย โรงพยาบาลจะออกใบเติมยาให้ ซึ่งผู้ป่วยสามารถรับยาได้ทางไปรษณีย์หรือมารับที่โรงพยาบาล
ทั้งนี้ โรงพยาบาลศิริราชยืนยันว่า ขณะนี้มียาและเวชภัณฑ์เพียงพอ และยังไม่มีภาวะขาดแคลน โดยมาตรการนี้เป็นเพียงการดำเนินงานเชิงป้องกันล่วงหน้าเท่านั้น ซึ่งผู้ป่วยยังคงสามารถรับบริการได้ตามปกติจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป






