
เบอริงเกอร์ฯ หนุนโครงการ “รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี” รับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชน
เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ ผนึกกำลัง สบส. และม.มหิดล เสริมพลัง อสม. ด่านขุนทด เปิดโครงการ “รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี” รับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชน
KEY
POINTS
- เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ ร่วมมือกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และ ม.มหิดล จัดโครงการ “รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี” เพื่อรับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระดับชุมชน
- โครงการมุ่งเสริมศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 2,000 คน ในพื้นที่นำร่อง อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
- มีเป้าหมายให้ อสม. สามารถดูแลสุขภาพเชิงรุก ตั้งแต่การคัดกรองความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไต ไปจนถึงการประสานส่งต่อผู้ป่วย
- เพื่อแก้ปัญหาการวินิจฉัยโรค NCDs ล่าช้า ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของคนไทย และลดภาระต่อระบบสาธารณสุข
นายริคาร์เต้ ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าธุรกิจเภสัชภัณฑ์สำหรับมนุษย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด กล่าวว่าเบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ ร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้า “โครงการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อคนรุ่นต่อไป: รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี
ยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไต” นำร่องที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเสริมศักยภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 2,000 คน ให้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพเชิงรุก ตั้งแต่การคัดกรองความเสี่ยง อ่านผล ติดตาม ให้คำแนะนำ ไปจนถึงประสานส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างเหมาะสม
คัดกรอง ยกระดับดูแลผู้ป่วยโรค NCDs
“โรคไม่ติดต่อเรื้อรังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุข การค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในระดับชุมชน จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลอย่างต่อเนื่อง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ มุ่งสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้ แนวทางการคัดกรอง และการพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ
เพื่อเสริมศักยภาพ อสม. ให้สามารถทำหน้าที่คัดกรอง ติดตาม และประสานการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้ระบบการดูแลสุขภาพเชิงรุกในระดับชุมชน และสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น”
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในประเทศไทย โดยเฉพาะความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบความเสี่ยงของตนเองจนกระทั่งโรคพัฒนาไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้น
ป่วยโรคไตเรื้อรัง เสี่ยงไตวาย 63%
ข้อมูลจากโครงการ CheCKD Now ระบุว่า การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังล่าช้าเพียง 1 ปี อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตวาย 63% และโรคหัวใจและหลอดเลือด 8% ขณะที่การคัดกรองกลุ่มตัวอย่าง 2,500 คน จากโรงพยาบาล 9 แห่ง พบว่ากว่า 45% มีภาวะโปรตีนอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ1 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเริ่มต้นของโรคไต สะท้อนช่องว่างสำคัญของการเข้าถึงการคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ในภาพรวม ประเทศไทยกำลังเผชิญภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลก ระบุว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 70% ของประชากรไทยทั้งหมด และอีกจำนวนมากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโดยไม่ทราบสถานะของตนเอง2
นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานจำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน และส่งผลกระทบต่อทั้งคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความจำเป็นของการคัดกรองเชิงรุกตั้งแต่ระดับชุมชน ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนเข้าใจความเสี่ยงของตนเอง เพื่อให้สามารถเข้าถึงการดูแลได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างทันท่วงที
สธ.ยกระดับ เสริมศักยภาพ อสม.
ด้านนางจีรวรรณ หัสโรค์ รองผู้อำนวยการกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นภาระสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งในมิติของจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบต่อทรัพยากรของประเทศในระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขจึงให้ความสำคัญกับการเสริมความเข้มแข็งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ
โดยเฉพาะการยกระดับบทบาทของ อสม. ให้เป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวังและจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพในระดับชุมชน โครงการ ‘รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี’ สอดคล้องกับทิศทางนโยบายดังกล่าว โดยช่วยเสริมศักยภาพ อสม. ในการค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และสนับสนุนการดูแลอย่างต่อเนื่องในชุมชน ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดภาระของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่อระบบบริการสุขภาพในระยะยาว
รองศาสตราจารย์ ดร.ชีระวิทย์ รัตนพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและวิชาการ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไตเรื้อรังมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และมักดำเนินไปโดยไม่แสดงอาการในระยะแรก การจัดการโรคอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยทั้งการป้องกัน การปรับพฤติกรรม และการคัดกรองอย่างต่อเนื่อง
ความร่วมมือครั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลมีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาปรับใช้ในบริบทจริงของชุมชน โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องมือและทักษะที่ช่วยให้ อสม. สามารถประเมินความเสี่ยง ให้คำแนะนำเบื้องต้น และติดตามผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างองค์ความรู้กับการปฏิบัติจริงในระบบสุขภาพ







