
วิกฤตตะวันออกกลางพ่นพิษ รพ.รามาฯ ประกาศจำกัดจ่ายยาไม่เกิน 2 เดือน
“รามาธิบดี“ ประกาศปรับบริการรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง จำกัดจ่ายยาผู้ป่วยนอกทุกสิทธิ์ไม่เกิน 2 เดือน เริ่ม 23 มี.ค. 2569 ด้าน สธ. มั่นใจสำรองยาพอใช้ 3 เดือน
KEY
POINTS
- โรงพยาบาลรามาธิบดีประกาศจำกัดการจ่ายยาและเวชภัณฑ์ให้ผู้ป่วยนอกทุกสิทธิ์ไม่เกิน 2 เดือน เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง
- มาตรการดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ป่วยใช้บริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) มากขึ้น
- สำหรับผู้ป่วยที่มีนัดหมายนานกว่า 2 เดือน โรงพยาบาลจะออกใบเติมยาให้ โดยสามารถเลือกรับยาทางไปรษณีย์หรือมารับด้วยตนเองตามรอบที่กำหนด
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี แจ้งปรับเปลี่ยนแนวทางการให้บริการทางการแพทย์ เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยทางโรงพยาบาลมุ่งเน้นนโยบายการประหยัดทรัพยากรในทุกภาคส่วน และสนับสนุนให้ผู้ป่วยหันมาใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ผ่านแอปพลิเคชันให้มากขึ้น
พร้อมกำหนดจำกัดการจ่ายยาและเวชภัณฑ์ให้ครอบคลุมระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน โดยผู้ป่วยที่มีนัดหมายนานกว่านั้น สามารถเลือกรับยาผ่านทางไปรษณีย์หรือมารับด้วยตนเองตามรอบใบเติมยาที่กำหนด มาตรการใหม่เหล่านี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
ในประกาศระบุไว้ว่า เรียน ผู้รับบริการโรงพยาบาลรามาธิบดี เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบให้ทุกภาคส่วนต้องประหยัดทรัพยากรในทุกรูปแบบ รวมถึงการให้บริการด้านการรักษาพยาบาล ทางโรงพยาบาลรามาธิบดี จึงมีการปรับการให้บริการ ดังนี้
- เพิ่มสัดส่วนของบริการตรวจทางไกล (Telemedicine) โดยผู้รับบริการสามารถแจ้งความประสงค์กับหน่วยบริการของโรงพยาบาล หรือผ่าน RAMA App
- จ่ายยาและเวชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยนอกทุกสิทธิ์ ไม่เกิน 2 เดือน กรณีผู้ป่วยที่มีนัดมากกว่า 2 เดือน จะออกใบเติมยา โดยรับยาได้ทั้งทางไปรษณีย์หรือมารับด้วยตนเอง
ขณะที่ นพ. สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กำชับเรื่องความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์เพื่อไม่ให้กระทบต่อการบริการประชาชน โดยมอบหมายให้ อย. ติดตามดูแลระบบสำรองยาและเวชภัณฑ์ทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด
ล่าสุด อย. รายงานว่า วัตถุดิบและยาสำเร็จรูป รวมถึงเวชภัณฑ์ที่จำเป็นสำหรับช่วยชีวิต การผ่าตัดและฉุกเฉิน ยังไม่มีปัญหาขาดแคลน และมีปริมาณสำรองเพียงพอใช้อย่างน้อย 3 เดือน โดยได้จัดทำกรอบรายการยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น 63 รายการ ตามลำดับความสำคัญ เพื่อติดตามปริมาณคงคลังทุกสัปดาห์
พร้อมหาแหล่งวัตถุดิบยาและเวชภัณฑ์สำรองเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งผลิตในพื้นที่ขัดแย้ง ทบทวนการกำหนดราคากลางยาจากการที่ต้นทุนราคายาเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งพิจารณาการใช้ภาชนะบรรจุชนิดอื่นทดแทนพลาสติก หรือหาวิธีฆ่าเชื้อ หากจำเป็นต้องใช้ภาชนะบรรจุซ้ำ เนื่องจากแหล่งผลิตวัตถุดิบพลาสติกส่วนใหญ่อยู่ในตะวันออกกลาง และอำนวยความสะดวกในการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น
ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือหน่วยบริการทุกแห่ง ไม่สั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์เกินความจำเป็น และเร่งชำระหนี้เวชภัณฑ์ค้างจ่าย เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในระบบ
นพ. สมฤกษ์ กล่าวว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานจนส่งผลต่อยาแผนปัจจุบัน ให้พิจารณาใช้ยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร 32 รายการทดแทน ซึ่งครอบคลุมในหลายกลุ่มอาการ เช่น กลุ่มอาการไข้หวัด (ฟ้าทะลายโจร/มะขามป้อม) กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ (เถาวัลย์เปรียง/ครีมไพล) กลุ่มอาการชาจากอัมพฤกษ์-อัมพาต (น้ำมันกัญชา/ตำรับยาทำลายพระสุเมรุ) และกลุ่มอาการนอนไม่หลับ (น้ำมันกัญชา/ศุขไสยาศน์) เป็นต้น





