thansettakij
thansettakij
วิกฤตพลาสติกขาดตลาด อย. จ่อ ‘รียูส’ ขวดน้ำเกลือ-น้ำยาล้างไต

วิกฤตพลาสติกขาดตลาด อย. จ่อ ‘รียูส’ ขวดน้ำเกลือ-น้ำยาล้างไต

17 มี.ค. 2569 | 08:57 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มี.ค. 2569 | 09:27 น.

อย. เผยต้นทุนยาและเวชภัณฑ์พุ่ง ห่วงเรื่องบรรจุภัณฑ์ส่อวิกฤต-เม็ดพลาสติกนำเข้าสะดุด เตรียมแผนสำรองให้ ‘รียูส’ ขวดน้ำเกลือและน้ำยาล้างไตใช้ซ้ำหากจำเป็น

KEY

POINTS

  • อย. เตรียมรับมือผลกระทบจากสถานการณ์สงครามโลกที่อาจทำให้วัตถุดิบเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตขวดน้ำเกลือและน้ำยาล้างไตขาดแคลน
  • มีความกังวลว่าบรรจุภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะขวดน้ำเกลือและน้ำยาล้างไตอาจขาดตลาด เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าเม็ดพลาสติก
  • ได้วางแผนสำรองในกรณีฉุกเฉิน โดยเตรียมพิจารณามาตรการนำขวดน้ำเกลือและน้ำยาล้างไตกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า จากสถานการณ์โลกช่วงภาวะสงคราม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมายให้ อย.หารือร่วมกับผู้ผลิตและผู้นำเข้ายา รวมถึงเวชภัณฑ์จำเป็น กว่า 300 ราย เพื่อประเมินปริมาณสำรองและความเสี่ยงด้านซัพพลายอย่างใกล้ชิด 

พบว่าปัจจุบันประเทศไทยยังมียาและเวชภัณฑ์สำรองในระบบเพียงพอ ซึ่งอยู่ในมือผู้ประกอบการผลิตอย่างน้อยประมาณ 3 เดือน ทั้งในส่วนของยาสำเร็จรูปและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต โดยผู้ประกอบการได้รายงานข้อมูลสต๊อกเข้ามาเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็กำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าระวางเรือ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาคของโลก ระยะเวลาการขนส่งสินค้าจากต่างประเทศก็ยังยาวนานขึ้น 

จากเดิมที่สามารถส่งมอบได้ตามรอบปกติ แต่กลับมีความล่าช้า เนื่องจากต้องปรับเส้นทางการขนส่ง หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หรือมีข้อจำกัดด้านการเดินเรือและการบิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องบริหารสต๊อกใหม่ และเพิ่มปริมาณสำรองให้มากขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยง ซึ่งตอนนี้ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% 

ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า ความไม่แน่นอนของซัพพลายเออร์ในต่างประเทศก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ บางกรณีผู้ผลิตไม่สามารถยืนยันระยะเวลาการส่งมอบวัตถุดิบหรือยาสำเร็จรูปได้ชัดเจนเหมือนเดิม ทำให้การวางแผนจัดซื้อและการบริหารคลังสินค้ามีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ยาหลายรายการยังอยู่ภายใต้ระบบควบคุมราคา ทำให้ราคาจำหน่ายอาจไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน 

วิกฤตพลาสติกขาดตลาด อย. จ่อ ‘รียูส’ ขวดน้ำเกลือ-น้ำยาล้างไต

ทั้งนี้ อย.จะรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการ เพื่อนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางช่วยเหลือหรือมาตรการรองรับต่อไป และถึงแม้ “ตัวยา” จะยังไม่มีปัญหา แต่ความเสี่ยงสำคัญเริ่มปรากฏในห่วงโซ่อุปทานด้าน “บรรจุภัณฑ์” โดยเฉพาะขวดและแกลลอนพลาสติกที่ใช้กับน้ำเกลือและน้ำยาล้างไต ซึ่งมีการใช้ในปริมาณสูงต่อวัน 

วัตถุดิบหลักของบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวคือ “เม็ดพลาสติก” อยู่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะบางส่วนมาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้มีความเสี่ยงจากสถานการณ์สงคราม ทั้งด้านการผลิต การขนส่ง และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 

ปัจจุบันผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ในประเทศยังสามารถผลิตได้ แต่ต้องพึ่งพาเม็ดพลาสติกจากต่างประเทศ เมื่อเกิดความผันผวน จะกระทบต่อการผลิตภาชนะทันที อีกทั้งพลาสติกยังถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการแข่งขันแย่งวัตถุดิบ ซึ่ง อย. ได้เตรียมมาตรการรองรับหลายด้านเพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว 

ได้แก่ เปิดทางให้ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบ (second source) ได้รวดเร็วขึ้น พร้อมจัดช่องทางอนุมัติแบบเร่งด่วน (fast track) เพื่อไม่ให้การผลิตสะดุด รวมถึงหารือเรื่อง “การจัดสรรเม็ดพลาสติก” ที่ต้องประสานหน่วยงานที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการผลิตพลาสติก เพื่อกำหนดสัดส่วนการจัดสรรเม็ดพลาสติกให้ภาคการแพทย์ก่อน 

พร้อมการขอความร่วมมือผู้ผลิตเม็ดพลาสติกและโรงงานแปรรูปในประเทศให้กันกำลังการผลิตบางส่วนสำหรับเวชภัณฑ์ เช่น ขวดน้ำเกลือและแกลลอนน้ำยาล้างไต ติดตามปริมาณสต๊อกเม็ดพลาสติกของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เพื่อประเมินความเพียงพอและวางแผนล่วงหน้า ทั้งเตรียมมาตรการรองรับกรณีต้องจำกัดการใช้พลาสติกในบางอุตสาหกรรม เพื่อให้ภาคการแพทย์เข้าถึงวัตถุดิบได้ก่อน 

วิกฤตพลาสติกขาดตลาด อย. จ่อ ‘รียูส’ ขวดน้ำเกลือ-น้ำยาล้างไต

ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตหรือขาดแคลน แต่ อย.ได้วางแผน “การนำภาชนะกลับมาใช้ใหม่” (reuse) ไว้ล่วงหน้า ภายใต้การควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งปกติขวดน้ำเกลือและน้ำยาล้างไตเป็นแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง การนำกลับมาใช้ใหม่มีต้นทุนสูง มีความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนจากผู้ป่วยกว่าซื้อใหม่ แต่ในสถานการณ์จำเป็นจริงๆ อาจต้องพิจารณารียูส โดยต้องมีระบบทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ และตรวจสอบคุณภาพอย่างเคร่งครัด

สำหรับกระบวนการรียูสจะต้องผ่านขั้นตอนสำคัญ เช่น การเก็บรวบรวมภาชนะที่ใช้แล้วอย่างเป็นระบบ, การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในระดับที่ปลอดภัยต่อการใช้งานทางการแพทย์, การตรวจสอบความสมบูรณ์ของภาชนะ เพื่อป้องกันการรั่วซึมหรือปนเปื้อน และการรับรองมาตรฐานก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต

“การรียูสจะทำได้เฉพาะในภาวะจำเป็นจริงๆ ต้องมีระบบควบคุมครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเก็บรวบรวม การทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ ตรวจสอบคุณภาพ และรับรองมาตรฐาน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและความเสี่ยงต่อผู้ป่วย โดยมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงแผนสำรองในสถานการณ์เลวร้ายซึ่งขณะนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น”

อย่างไรก็ตาม อย.ได้ขอความร่วมมือไปยังโรงพยาบาลและสถานพยาบาล ให้สั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์ตามความจำเป็นในภาวะปกติ หลีกเลี่ยงการกักตุนเกินความต้องการ เนื่องจากอาจทำให้ระบบกระจายสินค้าเกิดความผันผวน และกระทบต่อผู้ป่วยรายอื่นที่จำเป็นต้องใช้ยา

“สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการบริหารจัดการให้สมดุล เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่อง แลเขอความร่วมมือไปยังประชาชนว่าไม่ควรตื่นตระหนกและซื้อยา หรือเวชภัณฑ์กักตุนเกินความจำเป็น เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ยังอยู่ในระดับควบคุมได้ และมีปริมาณสำรองเพียงพอ การซื้อไปกักตุนเกินความจำเป็น นอกจากจะทำให้ยาหมดอายุโดยไม่ได้ใช้แล้ว ยังอาจกระทบต่อผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้จริง ทำให้เข้าถึงยาได้ยากขึ้น”