
ปั้นไทยสู่ Wellness Economy 'BDMS' ปูพรมขยายตลาดออสเตรเลีย
ไทยรุกตลาด High-Value Wellness Tourism! BDMS ผนึก PPSI โชว์ศักยภาพการแพทย์ในออสเตรเลีย ชูศัลยกรรม-ทันตกรรมความงาม สู่ Wellness Economy
KEY
POINTS
- บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ร่วมกับโรงพยาบาลกรุงเทพสิริโรจน์ ขยายตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ของไทยสู่ประเทศออสเตรเลีย
- ชูจุดแข็งด้านทันตกรรมความงามและศัลยกรรมตกแต่งที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม High-Value
- มุ่งเจาะตลาดออสเตรเลียที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
- ผลักดันประเทศไทยให้ก้าวจากการเป็นศูนย์กลาง Medical Tourism สู่การเป็นเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy)
ท่ามกลางความท้าทายของสังคมสูงวัย และการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การดูแลสุขภาพเชิงรุก หรือ “Proactive Healthcare” ที่มุ่งเน้นการป้องกันก่อนเกิดโรค ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อผู้คนทั่วโลก เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของระบบสุขภาพในระยะยาว มากกว่าระบบสุขภาพในอดีตที่อยู่ในลักษณะ “Reactive Healthcare” หรือการดูแลรักษาเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยแล้ว
บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก(BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) จึงผนึกกำลัง โรงพยาบาลกรุงเทพ สิริโรจน์ภูเก็ต ขยายบทบาทด้าน Wellness Tourism ไทยสู่ประเทศออสเตรเลีย ชูจุดแข็งด้านทันตกรรมความงามภายใต้มาตรฐานการแพทย์นานาชาติ เดินหน้าขับเคลื่อนตลาด High-Value Wellness Tourism ผ่านเวที Health Talk ณ Doltone House นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศออสเตรเลียกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างมีนัยสำคัญ มีรายงานว่ากว่า 90% ของการเสียชีวิตทั้งหมดมีสาเหตุมาจากกลุ่มโรคดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งปอด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง สะท้อนถึงภาระโรคที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณ 17.8 รายต่อชั่วโมง หรือคิดเป็นกว่า 155,600 รายต่อปี
สัญญาณเหล่านี้ถือเป็นเครื่องเตือนสำคัญให้ประเทศออสเตรเลียเร่งทบทวนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของประชากร ตั้งแต่การดูแลโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด ตลอดจนการเข้าถึงการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อก้าวข้ามวิกฤตโรค NCDs อย่างเป็นระบบและยั่งยืนในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องสุขภาพช่องปากกับบทบาทสำคัญต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่เป็น “ด่านหน้า” สำคัญของสุขภาพองค์รวม และเป็นหนึ่งในกลไกตั้งต้นของสมดุลร่างกายทั้งหมดและยังเชื่อมโยงกับการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs อย่างมีนัยสำคัญร่วมด้วย
ทันตแพทย์หญิงสุชาดา ก้องเกียรติกมล รองผู้อำนวยการคลินิกทันตกรรม บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก กล่าวว่า หลักฐานทางวิชาการจำนวนมากสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพช่องปาก อย่างเช่น ภาวะเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์ไม่ได้มีผลกระทบแค่ในช่องปากเท่านั้น แต่มีความเชื่อมโยงกับโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ภาวะสมองเสื่อม ตลอดจนโรคปอดบางชนิด ผ่านกลไกสำคัญคือ “การอักเสบเรื้อรัง” สามารถลุกลามสู่ระดับระบบ (systemic inflammation) และส่งผลต่ออวัยวะทั่วร่างกาย
โดยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เองก็มีการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำเป็นรากฐานของการเกิดโรค เมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียในเหงือก สารก่อการอักเสบจะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด เร่งการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด กระทบต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน และอาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมหรือโรคปอดในผู้สูงอายุ ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีภาวะโรค NCDs อยู่แล้วก็มักควบคุมการอักเสบได้ยาก ทำให้โรคเหงือกรุนแรงขึ้น เกิดเป็นวงจรอักเสบซ้ำซ้อน
ดังนั้น สุขภาพช่องปากจึงเป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และจุดหมายปลายทางแห่งรอยยิ้มและการมีสุขภาพดี ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในนั้น ในฐานะ “สยามเมืองยิ้ม” ที่ไม่ได้เป็นเพียงดินแดนมอบรอยยิ้มผ่านวัฒนธรรมการบริการอันอบอุ่นเท่านั้น
หากแต่กำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางความชำนาญการด้านการบูรณะรอยยิ้มที่งดงามด้วยศาสตร์ทางทันตกรรมสมัยใหม่ พร้อมศักยภาพของทันตแพทย์ เทคโนโลยีด้านทันตกรรมที่ได้รับการรองรับในมาตรฐานสากล ประกอบแนวคิดการดูแลสุขภาพช่องปากองค์รวมที่ผสานเข้ากับศาสตร์แห่ง Aesthetic Dentistry หรือทันตกรรมความงาม
ขณะที่ นายแพทย์สงวน คุณาพร แพทย์ศัลยกรรมตกแต่งความงาม โรงพยาบาลกรุงเทพสิริโรจน์ และผู้อำนวยการสถาบันตกแต่งความงามภูเก็ต (PPSI) กล่าวว่า ยังมีด้านศัลยกรรมความงามที่สามารถส่งต่อความมั่นใจจากภายในสู่ภายนอกได้เพิ่มอีก โดยศัลยกรรมความงามไทย ช่วยเสริมศักยภาพ Medical Tourism ภายใต้ ระบบนิเวศสุขภาพและ Luxury Wellbeing ระดับสากล มีพัฒนาการต่อเนื่องมายาวนาน คุ้มค่าในการลงทุนกับคุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์สำหรับผู้รับบริการจำนวนมาก
ด้วยพื้นฐานของมาตรฐานทางการแพทย์ ความชำนาญการเฉพาะทาง และผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ในระดับสากล โดยประเทศไทยได้ก้าวจากจุดเริ่มต้นด้านนวดแผนไทย ทันตกรรม และศัลยกรรมความงาม สู่การเป็นศูนย์กลางศัลยกรรมเฉพาะทางที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก พร้อมบทบาท ทางวิชาการในเวทีนานาชาติ ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ แม้เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและโควิด-19 อุตสาหกรรมยังคงปรับตัวและเติบโต จาก Medical Tourism สู่ Wellness Tourism และขยายสู่ Wellness Economy ในปัจจุบันได้อย่างมีศักยภาพ






