

KEY
POINTS
นายพัฒนพงศ์ รานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีวานา เวลเนส จำกัด หรือ แบรนด์ “divana” และ นายธเนศ จิระเสวกดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด divana เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมด้าน Wellness & Spa โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องหอมและสปา กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ตลาดทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับอารมณ์ สุขภาวะ และการแสดงออกทางตัวตนมากขึ้น
รายงานจาก Global Market Insights ระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องหอมทั่วโลกในปี 2568 มีมูลค่าราว 84.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 88.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องระยะยาวเฉลี่ย 5.4% ต่อปี ขณะที่ตลาดเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงตลาดในประเทศไทย เป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดราว 6% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโลก
“ตามเทรนด์ยุคหลังโควิด-19 ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่ความสวยงาม แต่ต้องการ Wellness Solution ที่ช่วยเยียวยาอารมณ์ แก้ปัญหา เช่น ความเครียด การนอนไม่หลับ และประเทศไทยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้นำที่สามารถทำเรื่องนี้ได้ดี ทั้งการผลิตและส่งออก มีกลิ่นอายความหอมที่มีเอกลักษณ์ (Country of Origin) โดยเฉพาะการผสมผสานภูมิปัญญาและพลังธรรมชาติ”
ดังนั้น Divana จึงมองเห็นโอกาสประกาศทิศทางการเติบโตเชิงกลยุทธ์ในปี 2569 มุ่งสู่การเป็น Global Wellness & Longevity Platform โดยนำ “Thai Wellness Wisdom” เป็นแกนกลาง ปักหมุดตลาดใหญ่ ได้แก่ ประเทศจีน กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา ผ่านโมเดลความร่วมมือด้านรีเทล สปา โรงแรม และการจัดจำหน่ายเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างเครือข่าย Wellness Ecosystem ในระดับนานาชาติ โดยมีฐานลูกค้าต่างชาติที่สำคัญ 6 ประเทศ คือ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน รัสเซียน เกาหลี และญี่ปุ่น
นายพัฒนพงศ์ และ นายธเนศ กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาผลประกอบการของ Divana ถือว่าชะลอตัว ด้วยปัจจัยลบหลายอย่างทำให้ยอดขายลดลง แต่ในปีนี้ตั้งเป้าไว้ว่าจะดันยอดขายให้ได้ถึง 600 ล้านบาท โดยเน้น 3 ส่วนหลัก คือ
ปัจจุบัน Divana มีสาขาและจุดจำหน่ายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศรวมแล้วประมาณ 30 แห่ง แบ่งเป็นกลุ่มสปาและเวลเนส (Wellness & Spa) ประมาณ 10 แห่ง ที่ใช้บ้านเก่าที่มีประวัติศาสตร์มาทำเป็นสาขา เช่น สาขาซอยสมคิด ที่ใช้พื้นที่วังเดิมของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, สาขาสีลม บ้านเก่าอายุ 120 ปี ของเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (บ้านสีขาว), สาขานานา ตั้งอยู่ตรงข้ามที่ทำการภาษีอากรเดิม, สาขาทองหล่อ บ้านหลังเล็กของตระกูลทำทอง, บ้านแดง เรือนข้า ราชบริพารของเจ้าฟ้าบางกอกน้อย เป็นต้น
ขณะที่จุดจำหน่ายสินค้า (Product & Experience Shops) อีกประมาณ 20 แห่ง อยู่ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ Central World, Central Chidlom, Icon Siam, Emporium / EmQuartier ส่วนสาขาในต่างประเทศ ในปีนี้จะเปิดสาขาในประเทศจีนเพิ่มอีก 3 แห่ง พร้อมวางแผนขยายไปยังสหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก และแคนาดา เพื่อมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ระดับสากล
ทั้งนี้ Divana ถือว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกของคนรุ่นใหม่ ยกตัวอย่างคนจีนรุ่นใหม่เริ่มหันมาสนใจแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Boutique Brand) มากกว่าซูเปอร์แบรนด์ และเริ่มให้ความสำคัญกับความหอมมากขึ้น
ตามคาแรคเตอร์ของ Divana ทั้งในกลุ่มลูกค้าคนไทยและต่างประเทศ จะอยู่ในช่วงอายุ 28-45 ปี แต่ปัจุบันเริ่มขยับขึ้นมาในกลุ่มวัยทำงาน 24-35 ปี และ Gen Z ที่เปิดกว้างเรื่องกลิ่นและนิยม ใช้น้ำหอมเฉลี่ย 8-12 กลิ่น อารมณ์ในแต่ละวัน รวมถึงกลุ่มองค์กร (Corporate) ที่เริ่มเติบโตอย่างมาก ทั้งบริษัทประกันและธนาคารเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ Divana ทั้งนำบริการเวลเนสไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิประโยชน์หรือภาพลักษณ์องค์กรด้วย
ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกเพียง “กลิ่นที่หอม” แต่เลือก “กลิ่นที่ตอบโจทย์ชีวิต” น้ำหอมจึงกลายเป็นมากกว่าเครื่องหอม แต่เป็นเครื่องมือดูแลอารมณ์และสุขภาวะแบบ Wellness ทั้งในแง่การผ่อนคลาย การเสริมสมาธิ หรือการสร้างความมั่นใจ เทรนด์อย่าง Gourmand & Elevated Gourmand ที่ผสานโน้ตอบอุ่นนุ่มละมุนกับโครงสร้างกลิ่นซับซ้อนมากขึ้นยังคงเติบโต เช่นเดียวกับแนวคิด Scent Layering, Genderless Fragrance, Skin Scent และความต้องการผลิตภัณฑ์ Clean, Natural และ Sustainable ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมเครื่องหอมระดับโลก
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้ Divana เตรียมเปิดตัวความร่วมมือกับโรงแรมระดับ 5 ดาว ใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งจะเป็นต้นแบบของโมเดล “Wellbeing Lifestyle Integration” ที่ผสาน Spa, Fragrance, Wellness Rituals และ Community Experience เข้ากับธุรกิจ Hospitality อย่างเป็นระบบ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก “Luxury Service” สู่ “Wellbeing-Centric Lifestyle Destination” และเตรียมแถลงข่าวใหญ่ร่วมทุนกับแบรนด์ระดับโลกเพื่อสร้าง Wellness Community ที่เน้นความยั่งยืน
เพื่อกำลังก้าวสู่การเป็น Luxury Wellness & Longevity Ecosystem เชื่อมโยง Retail, Spa, Fragrance, Café, Community และ Hospitality Consulting เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ พร้อมตั้งเป้าการเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ตามสภาวะตลาดในอนาคตว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะยังมีปัจจัยลบทั้งเรื่องสงคราม นโยบายของสหรัฐ ตลอดจนหนี้ครัวเรือนและโครงสร้างของประชากร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ โดยยืนยัน "ไม่ขายหุ้นให้ต่างชาติ 100%" และจะยังคงถือหุ้นใหญ่เพื่อรักษาความเป็นแบรนด์ไทยและขยายสู่ตลาดโลก