KEY
POINTS
นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจเวลเนส (Wellness) ปี 2026 มีเทรนด์ที่จะมาแรงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับตลาดโลก 8 เทรนด์ ดังนี้
1. Wellness Real Estate (อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ): เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปี 2024-2029 อยู่ที่ 15.2% ต่อปี คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะแตะ 0.746 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 และพุ่งสูงถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029 ซึ่งสูงกว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ปกติหลายเท่า
2. แพทย์แผนดั้งเดิม สมุนไพรไทย และ T&CM: ตลาดกลุ่มนี้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 10.8% ต่อปี และคาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 756.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 เทรนด์นี้สะท้อนว่าคนหันมาเชื่อมั่นใน "รากวัฒนธรรมสุขภาพของชาติ" เช่น การแพทย์แผนจีน อินเดีย (Ayurveda) และการแพทย์แผนไทย เพราะผู้บริโภคต้องการสิ่งที่มาจากธรรมชาติ ปลอดภัย และเน้นการปรับใช้ในชีวิตจริง
3. Mental & Sleep Wellness: ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตและการนอนหลับมีอัตราการเติบโต 10.1% ต่อปี โดยมูลค่าตลาดอาจสูงถึง 331.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 ข้อมูลระบุว่าผู้คนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเครียดและปัญหาการนอนหลับ ทำให้ธุรกิจอย่าง Sleep Economy, Aromatherapy, Mindfulness และ Sound Healing เติบโตอย่างก้าวกระโดด
4. Wellness Tourism (การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ): มีอัตราการเติบโต 9.1% ต่อปี และคาดการณ์มูลค่าตลาดในปี 2026 อยู่ที่ 1,077.8 พันล้านดอลลาร์ โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 17.8% ของการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวทั้งหมด สำหรับประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากในด้านนี้ ทั้งจากบุคลากรทางการแพทย์ อาหาร การบริการ และจุดเด่นด้านธรรมชาติ
5. Public Health & Prevention & Personalized Medicine: ถือเป็นกลยุทธ์ที่มีผลตอบแทน (ROI) สูงสุด โดยเฉพาะ Personalized Medicine ที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 7.8% เนื่องจากทั้งภาครัฐและเอกชนหันมาลงทุนในการตรวจคัดกรองเชิงลึกเพื่อป้องกันก่อนที่จะป่วย
6. อาหารสุขภาพ โภชนาการ และการลดน้ำหนัก: คาดการณ์มูลค่าตลาดแตะ 1,364.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 โดยมีเทรนด์ที่น่าสนใจ เช่น Gut Health (สุขภาพลำไส้), Brain & Mood Food (อาหารบำรุงสมองและอารมณ์), Plant-Based Diet และ Sustainable & Ethical Eating (การกินที่ยั่งยืน)
7. Workplace Wellness: ปรับเปลี่ยนจากการจัดกิจกรรม HR ทั่วไป ไปสู่ "ระบบบริหารความเสี่ยงขององค์กร" เนื่องจากต้นทุนด้านสุขภาพของพนักงานคือความสูญเสียทางประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity loss) เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี การสนับสนุนการออกกำลังกาย และลดการทำงานดึกเพื่อสุขภาวะโดยรวม
8. AI for Wellness: การนำ AI มาเป็นผู้ช่วยสุขภาพส่วนตัวที่ "รู้ใจ" และ "วัดผลได้" เช่น การใช้ข้อมูลจาก Wearable มาวางแผนสุขภาพแบบเรียลไทม์ การคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า และการวางแผนดูแลสุขภาพเชิงป้องกันผ่านการตรวจพิมพ์เขียวสุขภาพและการตรวจความยาวเทโลเมียร์