thansettakij
ดันไทยสู่ Top 5 “Wellness Hub” ชิงเศรษฐกิจสุขภาพ 1.3 ล้านล้านบาท

ดันไทยสู่ Top 5 “Wellness Hub” ชิงเศรษฐกิจสุขภาพ 1.3 ล้านล้านบาท

31 ม.ค. 2569 | 23:55 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ม.ค. 2569 | 23:57 น.

เศรษฐกิจสุขภาพไทยโตแรง ดันไทยสู่ Top 5 Wellness Hub โลก BDMS คาดปี 2569 มูลค่าพุ่งทะลุ 1.3 ล้านล้านบาท ขณะที่ตลาดเอเชียครองอันดับ 1 Wellness Tourism พร้อมงัดกลยุทธ์สู้ญี่ปุ่น-อินเดีย ปั้นสมุนไพรไทยเพิ่มมูลค่ารับเทรนด์โลก

KEY

POINTS

  • ตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพ (Wellness Hub) ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดเศรษฐกิจสุขภาพมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท
  • ปัจจุบันเศรษฐกิจเวลเนสไทยอยู่อันดับที่ 24 ของโลก แต่มีอัตราการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 4 เท่า โดยมีธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
  • ไทยมีศักยภาพสูงในการแข่งขันเนื่องจากทวีปเอเชียได้แซงหน้ายุโรปขึ้นเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแล้ว แต่ต้องเผชิญการแข่งขันกับคู่แข่งสำคัญอย่างญี่ปุ่นและอินเดีย
  • กลยุทธ์สำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมายคือการยกระดับสมุนไพรและภูมิปัญญาไทยด้วยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่า และเน้นตอบสนองกระแสสุขภาพองค์รวม เช่น สุขภาพจิตและจิตวิญญาณ

ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปี 2567 มีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ ปี 2568 มีมูลค่า 7.3 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 7.9 ล้านล้านดอลลาร์ ในระยะยาวปี 2572 อาจมีมูลค่าสูงถึง 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม และมีสัดส่วนต่อ GDP โลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่รุ่งเรืองที่สุดของ Wellness ในประเทศไทย เนื่องจากหลายภาคส่วนได้วางพื้นฐานและเริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับเรื่องนี้มาโดยตลอดในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่หลังเกิดโควิด-19)

ขณะที่สังคมส่วนใหญ่ก็เริ่มมีความเข้าใจเรื่อง Wellness มากขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจเวลเนสของประเทศไทยมีความแข็งแกร่งและได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมีมูลค่าเศรษฐกิจเวลเนส ประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินบาทประมาณ 1.2-1.3 ล้านล้านบาท

ส่งผลให้ไทยครองอันดับที่ 24 ของโลกในปัจจุบัน ซึ่งมูลค่านี้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปี 2022 ที่เคยมีมูลค่าเพียง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ในด้านความเร็วของการเติบโตก็สูงถึง 28% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก 4 เท่า ที่เติบโตประมาณ 7.6% ต่อปี

ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่มธุรกิจหลักตามลำดับคือ 1. การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่เป็นตัวขับเคลื่อนอันดับ 1 ของประเทศ 2. การกินอาหารสุขภาพและวิตามิน (Healthy Eating, Nutrition and Weight Loss) 3. ความสวยความงาม (Beauty & Anti-aging) 4. การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร (Traditional & Complementary Medicine)

ดันไทยสู่ Top 5 “Wellness Hub” ชิงเศรษฐกิจสุขภาพ 1.3 ล้านล้านบาท

“แม้ปัจจุบันมูลค่าเศรษฐกิจ Wellness เราจะอยู่อันดับที่ 24 แต่ในอดีตก่อนเกิดโควิด-19 ไทยเคยขึ้นไปสูงสุดถึงอันดับที่ 7 ของโลกในบางเซกเมนต์ ทำให้รัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดนั้นอีกครั้ง ส่วนภาคธุรกิจก็พร้อมผลักดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจด้าน Wellness อย่างเต็มกำลัง นับเป็นอีกหนึ่งตัวขับเคลื่อนสำคัญทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็น ‘Wellness Hub 1 ใน 5 ของโลก’ ได้ในอนาคต”

นายแพทย์ตนุพล กล่าวว่า เป้าหมายของประเทศไทยกับการมุ่งสู่ Wellness Hub 1 ใน 5 ของโลก มีความเป็นไปได้สูงมากเมื่อเทียบกับเป้าหมายด้านสุขภาพอื่นๆ เพราะเป็นผู้เล่นสำคัญในกลุ่มเอเชียที่ได้แซงหน้ายุโรปขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกในด้านจำนวนทริปการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแล้ว (Wellness Tourism)

สถิติล่าสุดของ Wellness Tourism ในเอเชียมีจำนวน 562 ล้านทริปต่อปี ยุโรปมีเพียง 348 ล้านทริปต่อปี วิเคราะห์ได้ว่ายุโรปอาจมีรับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกอย่างสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้การเติบโตช้าลง ในขณะที่เอเชียกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก

“การเบียดขึ้นไปติดอันดับ 1 ใน 5 Wellness Hub ของโลก สำหรับประเทศไทย เราจะต้องแย่งชิงส่วนแบ่งจากคู่แข่งสำคัญอย่างญี่ปุ่นและอินเดียให้ได้ และเป็นหนึ่งในบิ๊กเนมของเอเชีย ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะเรื่อง Health is the New Luxury และกระแส Longevity, Personalized Wellness รวมถึง Spiritual & Mental Wellness ซึ่งประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญมากในฐานะจุดหมายปลายทางในด้านสุขภาพใจและจิตวิญญาณ”

นอกจากนี้ ยังต้องยกระดับสมุนไพรและภูมิปัญญาไทยด้วยงานวิจัยและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าบริการจากหลักร้อยสู่หลักพัน แปรรูปสมุนไพรสู่สารสกัดมูลค่าสูง ตัวอย่างเช่น ขมิ้นชันหรือกระชายดำ หากขายเป็นหัวจะมีราคาไม่กี่สิบบาท แต่หากสกัดเป็นสารคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางหรืออาหารเสริม จะสามารถสร้างมูลค่าได้สูงถึง 8 หมื่นบาทต่อกิโลกรัม

ดันไทยสู่ Top 5 “Wellness Hub” ชิงเศรษฐกิจสุขภาพ 1.3 ล้านล้านบาท

ในเรื่องอาหารสุขภาพ (Healthy Food) ก็มีส่วนสำคัญ เพราะปัจจุบันคนยอมจ่ายแพงกว่าปกติ 15-25% เพื่ออาหารที่สะอาด ปลอดภัย และกินแล้วไม่ป่วย อาหารที่สามารถระบุแหล่งที่มาและผู้ปลูกได้อย่างชัดเจนจะได้รับความนิยมสูง เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าปี 2569 หลายประเทศในเอเชียเริ่มขยับและหันมาสนใจด้าน Wellness อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์หรือมาเลเซียที่ประกาศเป้ายกระดับตนเองสู่การเป็นศูนย์กลางระดับโลก อินโดนีเซีย โดยเฉพาะบาหลี ก็ต้องการก้าวนำขบวนวางตำแหน่งตนเองในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ญี่ปุ่นก็ชูจุดแข็งดั้งเดิมที่มั่นคง ทั้งด้านการลงทุน โครงสร้างเมือง และบทบาทในภูมิภาคเอเชีย

“เกมการแข่งขันด้าน Wellness ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว และเป็นเกมที่เข้มข้นอย่างยิ่ง หากปี 2569 ประเทศไทยไม่วางแผนให้รอบคอบ ไม่ร่วมมือกันอย่างจริงจัง และขาดความสามัคคี จะถูกประเทศอื่นแซงหน้าไปอย่างน่าเสียดาย โอกาสอาจหลุดลอยไปโดยไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้อีก”