KEY
POINTS
นโยบายด้านสุขภาพ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่ประชาชนให้ความสำคัญ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวและส่งผลกระทบโดยตรง แน่นอนว่าส่วนใหญ่คาดหวังที่จะมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งนโยบายด้านสุขภาพของ 6 พรรคการเมืองที่น่าจับตามอง ประกอบด้วย
พรรคเพื่อไทย เน้นนโยบายด้านสุขภาพในเรื่อง การต่อยอด “บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกที่” ด้วยเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัล ใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทั่วไทย ทั้งนัดคิวออนไลน์, Telemedicine และการฉีดวัคซีนฟรีสำหรับมะเร็งปากมดลูก รวมถึงยกระดับสุขภาพจิตและสร้างสถานชีวาภิบาล ตรวจคัดกรองมะเร็งตับ–พยาธิใบไม้ในตับฟรี สนับสนุนสถานดูแลระยะสุดท้ายสำหรับผู้ป่วยติดเตียง ให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่ายและครอบคลุมมากขึ้น
พรรคภูมิใจไทย ชูนโยบาย “สูงวัยพลัส” เป็นแนวคิดด้านสุขภาพ-สาธารณสุขที่มุ่งรองรับโครงสร้างสังคมสูงวัยของประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุแบบใกล้บ้าน ใกล้ชุมชน ลดภาระการเดินทาง ลดความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่ และเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในระยะยาว (Community-based Care) ขยายหน่วยบริการปฐมภูมิ ดูแลโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยติดบ้าน-ติดเตียง โดยไม่ต้องพึ่งโรงพยาบาลศูนย์เป็นหลัก รวมถึงระบบ “พยาบาลอาสา / ผู้ดูแลผู้สูงอายุ” ประจำชุมชน ลดภาระลูกหลาน เชื่อมโยงการทำงานกับ อสม. และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่
พรรคประชาชน เน้นนโยบาย “ปฏิรูประบบทั้งโครงสร้าง เน้นคุณค่าและความเท่าเทียม” ในมิติด้านสุขภาพ–สาธารณสุขอย่างเป็นระบบ มุ่งเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีจัดการระบบสาธารณสุขทั้งระบบ ไม่ใช่ปรับเฉพาะบริการรายจุด โดยเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน เช่น ความเหลื่อมล้ำระหว่างกองทุนสุขภาพ ภาระงานบุคลากร การใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า และคุณภาพบริการไม่สม่ำเสมอ เปลี่ยนจากระบบที่วัด “ปริมาณบริการ” ไปสู่ระบบที่วัด “คุณค่า” ที่ประชาชนได้รับจริง (Value-
based Health Care)
พรรคประชาธิปัตย์ มุ่งไปที่นโยบายปฐมภูมิ–ท้องถิ่น–สิ่งแวดล้อมสุขภาพ เป็นแนวทางพัฒนาระบบสาธารณสุขที่มองสุขภาพแบบองค์รวม โดยยึดการป้องกันก่อนการรักษาใช้ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นฐานหลัก เช่น รพ.สต. คลินิกชุมชน และทีมหมอครอบครัว ดูแลโรคเรื้อรัง การคัดกรอง ป้องกัน และติดตามต่อเนื่อง ลดภาระโรงพยาบาลศูนย์ เพิ่มการดูแลใกล้บ้าน ใกล้ชุมชน รวมไปถึงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมสุขภาพ (Healthy Environment) จัดการปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่กระทบสุขภาพโดยตรง เช่น อากาศ น้ำ ขยะ สารเคมี เสียง และพื้นที่สีเขียว เป็นต้น
พรรคพลังประชารัฐ นำเสนอกรอบนโยบายใหญ่ 3 เสาหลัก ได้แก่ “มั่นคง–ฟื้นฟู– ดูแล” มีโครงการด้านสุขภาพและสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพประชาชน เช่น สิทธิประโยชน์ของผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก และมารดา ครอบคลุมสุขภาพแม่และเด็กกลุ่มเปราะบาง โครงการ “สูงวัยประชารัฐ” ซึ่งเป็นมาตรการสวัสดิการที่มุ่งช่วยเหลือผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 60-90 ปีขึ้นไป รวมถึง “บัตรประชารัฐ Extra”รวมสวัสดิการด้านสุขภาพและการดำรงชีวิต
พรรคไทยสร้างไทย สาระนโยบายด้านสุขภาพ–สาธารณสุขในการดูแลสุขภาพแบบ “เชิงรุก ตั้งแต่ก่อนเกิดจนสูงวัย” นำเสนอแนวคิดการดูแลสุขภาพอย่างเป็นองค์รวม ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิด (ก่อนตั้งครรภ์–คลอด) ถึงวัยสูงอายุ เชื่อมโยงกับการพัฒนาทักษะชีวิตและการจ้างงาน พร้อมนโยบาย “คนไทยหายเหนื่อย หายจน” ที่รองรับด้านสวัสดิการสุขภาพ รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรเพื่อระบบสาธารณสุขให้มีความพร้อมและตอบโจทย์การดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง โดยครอบคลุมการดูแลตั้งแต่ครรภ์–วัยเรียน–สูงวัย (องค์รวมช่วงชีวิต)
ขณะที่มุมของผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชน กล่าวแสดงความคิดกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงนโยบายด้านสุขภาพและสาธารณสุข โดย นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า มุมมองส่วนตัวเฉพาะเรื่องสาธารณสุขและนโยบายด้านสุขภาพ อยากให้มีรูปแบบทิศทางการปฏิรูปนโยบาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ใช้บริการด้านสุขภาพของไทย ที่ไม่ควรใช้เพียงเงินภาษีของคนกลุ่มหนึ่งมาดูแลคนส่วนใหญ่เพียงอย่างเดียว
“ระบบปัจจุบันอาจมีความไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่เสียทั้งภาษีเงินได้และถูกหักเงินประกันสังคมด้วย ระบบสาธารณสุขของไทยควรปรับความคุ้มครองและดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสียภาษีให้ดีขึ้น ส่วนคนไม่เสียภาษีควรมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ และควรดูแลสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น ให้สามารถใช้ศักยภาพในการทำงานและสร้างรายได้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนเงินเข้าระบบ”
ด้าน ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่ม โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH กล่าวว่า ในมุมมองส่วนตัวสำหรับเรื่องนี้ในนโยบายด้านสาธารณสุขที่สามารถทำได้จริง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ได้แก่ การปฏิรูประบบสาธารณสุขทั้งระบบ (Systemic Reform)
เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของไทยยึดโยงอยู่กับ 3 กองทุนหลัก คือ กองทุน 30 บาท (หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า), กองทุนประกันสังคม และกองทุนข้าราชการ ซึ่งรัฐบาลไม่ควรใช้กองทุนเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการกดค่าใช้จ่าย (Cost Drive) เพียงอย่างเดียว จนทำให้โรงพยาบาลที่เข้าร่วมต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนหรือขาดสภาพคล่อง
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการบริหารจัดการ 3 กองทุนหลัก เช่น กองทุนประกันสังคม ต้องมีนโยบายปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้สูงขึ้น และปรับราคาค่าตอบแทนให้เหมาะสมเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อโรงพยาบาลที่รับสิทธิประกันสังคม ส่วนกองทุน 30 บาท ที่ถือเป็นความท้าทายเรื่องงบประมาณ และเป็นกองทุนใหญ่ที่สุดและดูแลคนมากที่สุดปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิมากถึง 48 ล้านคน (รวมแรงงานนอกระบบกว่า 30 ล้านคน) ควรมีนโยบายที่เหมาะสมภายใต้การดูแลของรัฐด้วย