ดีเบตตะวันออก ถามตรง “มลพิษ–เกษตร–ท่องเที่ยว” 6 พรรคถกเดือด

21 ม.ค. 2569 | 15:46 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ม.ค. 2569 | 16:00 น.

เวทีดีเบตตะวันออกสะท้อนโจทย์เศรษฐกิจใหญ่ ถามตรง “มลพิษ–เกษตร–ท่องเที่ยว” 6 พรรคถกเดือด แนะนโยบายแก้ปัญหา สร้างรายได้ยั่งยืน

KEY

POINTS

  • เวทีดีเบตภาคตะวันออกมีตัวแทน 6 พรรคการเมืองร่วมถกประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างในพื้นที่ 3 ด้านหลัก ได้แก่ มลพิษ เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว
  • ประเด็นมลพิษ: พรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่ากฎหมายมีอยู่แล้ว แต่ปัญหาหลักอยู่ที่การขาดการบังคับใช้อย่างจริงจังและปัญหาทุจริต
  • ปัญหาเกษตรกร: มีการเสนอแนวทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทั้งการจัดการน้ำ ที่ดินทำกิน การพักหนี้ และการประกันราคาสินค้าเกษตร
  • ด้านการท่องเที่ยว: มีข้อเสนอหลากหลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและรับมือคู่แข่ง เช่น การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะในพัทยา

เวที NATION ELECTION 2569 : Debate จุดเปลี่ยนประเทศไทย ภาคตะวันออก ซึ่งเนชั่นทีวีจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ณ ศาลาว่าการเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี กลายเป็นพื้นที่สะท้อนโจทย์เศรษฐกิจเชิงโครงสร้างของภาคตะวันออกอย่างชัดเจน ทั้งปัญหามลพิษอุตสาหกรรม ความเหลื่อมล้ำเกษตรกร และความท้าทายของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาค

การดีเบตครั้งนี้มีตัวแทนจาก 6 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคโอกาสใหม่ และพรรคปวงชนไทย ร่วมตอบคำถามจากกองบรรณาธิการเนชั่นแบบตรงประเด็น

มลพิษโรงงาน–น้ำเสีย : กฎหมายมี แต่ทำไมยังแก้ไม่ได้

คำถามแรกเปิดฉากด้วยประเด็นร้อนด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า เหตุใดปัญหาโรงงานผิดกฎหมายและน้ำเสียจึงยังเรื้อรัง ทั้งที่หลายพรรคเคยมีบทบาททางการเมือง

พรรคเพื่อไทย โดย นายสรวงศ์ เทียนทอง มองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดกฎหมาย แต่เป็น “จิตสำนึกของคน” ตั้งแต่ผู้ประกอบการ ภาคท่องเที่ยว ไปจนถึงประชาชนทั่วไป ซึ่งต้องปลูกฝังผ่านระบบการศึกษา
ขณะเดียวกันยอมรับว่า ขั้นตอนราชการที่ซับซ้อนเกินไป เปิดช่องให้เกิดการต่อรองและทุจริต จนบิดเบือนบรรทัดฐานสังคม พร้อมย้ำว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องทำควบคู่กับการสร้างบุคลากรตรวจสอบในระดับพื้นที่

ด้าน พรรคปวงชนไทย นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ชี้ว่าคนจำนวนไม่น้อยไม่รู้สึกผูกพันกับบ้านเกิด จึงละเลยปัญหาขยะและน้ำเสีย แม้กฎหมายจะมีมาก แต่รัฐไม่สามารถกำกับดูแลได้ทั่วถึง
ทางออกที่เสนอคือการนำเทคโนโลยีจัดการของเสียจากต่างประเทศมาใช้ เพื่อลดต้นทุนและลดแรงจูงใจในการลักลอบทำผิดกฎหมาย ควบคู่กับการปลูกฝังค่านิยมความรับผิดชอบ

ขณะที่ พรรคโอกาสใหม่ โดย นพ.ทศพร เสรีรักษ์ เสนอให้ใช้มาตรการเด็ดขาดกับผู้ฝ่าฝืน เช่น ปิดโรงงานที่ปล่อยมลพิษ และเนรเทศแรงงานต่างชาติที่กระทำผิด พร้อมเรียกร้องให้ BOI ทบทวนนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม หันไปสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียวและอุตสาหกรรมสุขภาพ
นพ.ทศพร ยังสะท้อนปัญหาการเมืองในสภา ที่ทำให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถูกดึงเกมจนล่าช้า แม้ทุกพรรคจะเห็นด้วยในหลักการก็ตาม

นพ.ทศพร เสรีรักษ์  พรรคโอกาสใหม่

"ในสภามีการประชุมกรรมาธิการหลายห้องพร้อมกัน ทำให้ สส. ต้องวิ่งขึ้นลงเพื่อลงมติ จึงเป็นเรื่องยากที่จะหาคนที่ลงมติครบทุกมาตรา ทุกพรรคการเมืองล้วนแต่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.นี้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชน แต่การลงมติเป็นเรื่องที่ เหลือวิสัยจริง ๆ ซึ่งไม่ต้องการให้เอาเรื่องการลงมติมาเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะต้องการความสามัคคีในการทำงานเพื่อประชาชน”

ฝั่ง พรรคกล้าธรรม นายสะถิระ เผือกประพันธ์ ระบุว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อมของไทยมีความพร้อมแล้ว แต่สิ่งที่ขาดคือการบังคับใช้อย่างจริงจัง พร้อมย้ำว่า “ต้องทำมากกว่าพูด” โดยเสนอให้ใช้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นเครื่องมือหลัก

นายสะถิระ เผือกประพันธ์  พรรคกล้าธรรม

พรรคประชาธิปัตย์ โดย นายสาทิตย์ ปิตุเตชะ ชี้ว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเดินสองขาพร้อมกัน ทั้งการบังคับใช้กฎหมายและการปลูกจิตสำนึก แต่หัวใจสำคัญคือการเมืองต้องสุจริต เพื่อให้เป้าหมายการแก้ปัญหาชัดเจน

ส่วน พรรคประชาชน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งคำถามถึงความจริงใจของระบบการเมือง โดยชี้ว่ากฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. อากาศสะอาด, PRTR (Pollutant Release and Transfer Register), และExtended Producer Responsibility (EPR)  ยังติดค้างในสภา ทำให้รัฐขาดเครื่องมือกำกับมลพิษและขยะอย่างเป็นระบบ พร้อมสะท้อนปัญหาการลงมติในสภาที่ไม่สอดคล้องกับคำพูดบนเวทีหาเสียง

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคประชาชน

“การขาด PRTR ทำให้ยากต่อการกำกับดูแลสารพิษของวงการอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ส่วนการที่ EPR ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ถูกยื่นไปแล้วและติดอยู่ที่โต๊ะนายกฯ ไม่ได้รับการเซ็นให้เข้าสภา ทำให้ขาดกลไกในการบังคับให้ผู้ผลิตรับผิดชอบการกำจัดซากผลิตภัณฑ์ของตนเอง ซึ่งจะช่วยลดขยะและมลพิษ”

อีอีซีทุ่มแสนล้าน แต่เกษตรกรยังลุ้นปีต่อปี

คำถามที่สองพุ่งเป้าไปที่ความเหลื่อมล้ำเชิงนโยบาย ทำไมงบอุดหนุนอุตสาหกรรมในอีอีซีมีกว่า 1 แสนล้านบาท แต่เกษตรกรต้องลุ้นเงินช่วยเหลือปีต่อปี ถ้าท่านมองเกษตรกรเป็นพลเมืองชั้น 2 หรือไม่ อนาคตตะวันออกจะเป็นอย่างไร ถ้าท่านได้เป็นรัฐบาล

นายธนาธร ระบุว่าปัญหาหลักของเกษตรกรภาคตะวันออกคือ “น้ำ ที่ดิน และช้างป่า” โดยเสนอให้บริหารจัดการน้ำอย่างสมดุล เร่งพิสูจน์สิทธิที่ดิน และแก้ปัญหาช้างป่าอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอนโยบายคูปองเกษตรกร 1,700 บาทต่อไร่ เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดการเผา

สำหรับที่ดินทำกินนั้น พรรคประชาชนมีนโยบายเร่งพิสูจน์สิทธิ์ เปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. ทั่วประเทศให้เป็นโฉนดภายใน 8 ปี เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคง ส่วนพื้นที่ที่มีข้อพิพาท ไม่ว่าจะเป็นกรมธนารักษ์ หรืออุทยาน จะเร่งพิสูจน์สิทธิ์และบังคับใช้นโยบาย One Map เพื่อให้เกิดมาตรฐานที่ดินทั่วประเทศแบบเดียวกัน

พรรคโอกาสใหม่ เห็นพ้องในปัญหา 3 ด้าน และย้ำบทบาทรัฐในการดูแลราคาพืชผล โดย นพ.ทศพร ระบุว่ารัฐสามารถแทรกแซงตลาดได้ หากบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมเคยเป็นเลขารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สมัยนั้นเราเคยดำเนินการรับจำนำข้าวและจำนำมันสำปะหลังทุกรายการ โดยที่รัฐบาลไม่เคยขาดทุน เชื่อมั่นว่าเราสามารถกลับเข้าไปดูแลราคาพืชผลการเกษตรให้พี่น้องเกษตรกรได้”

ด้าน พรรคกล้าธรรม ผลักดันโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมเสนอนโยบายเพิ่มมูลค่าสินค้า เช่น “ระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก” และระบบบาร์โค้ดทุเรียน เพื่อแก้ปัญหาธุรกิจไม่เป็นธรรม

ขณะที่นายสรวงศ์ พรรคเพื่อไทย ชูผลงานพักชำระหนี้เกษตรกรในอดีต และประกาศหากได้เป็นรัฐบาลจะขยายเพดานพักหนี้เป็น 500,000 บาท พร้อมนโยบายประกันกำไรพืชผลขั้นต่ำ 30%

นายสรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย

“หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะมีนโยบายประกันกำไรพืชผลทางการเกษตร 30% นโยบายนี้จะช่วยให้เกษตรกรไม่ขาดทุน จะคำนวณจากต้นทุนการผลิตและรับประกันกำไรขั้นต่ำ 30%”

ท่องเที่ยวไทยชะลอ พัทยาจะไปทางไหน

คำถามสุดท้ายสะท้อนโจทย์เศรษฐกิจท่องเที่ยว ท่ามกลางการท่องเที่ยวของไทยที่ชะลอตัวลง มีคู่แข่งที่มาแรงทั้งมาเลเซีย และเวียดนาม ไทยจะแข่งขันได้อย่างไร และจะวางตำแหน่งพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวแบบใด

พรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวคิด Sky Doctor คือ การนำเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยงานราชการ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือตำรวจ เมื่อนักท่องเที่ยวหรือคนไทยประสบเหตุฉุกเฉิน เราจะใช้เฮลิคอปเตอร์รับผู้ป่วยส่งสถานพยาบาลให้เร็วที่สุด ทันท่วงที สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยวเกาะ หากสร้างความเชื่อมั่นและจัดอีเวนต์สำคัญได้ จะดัน GDP ท่องเที่ยวได้ไม่ต่ำกว่า 1%

นายสาทิตย์ ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์
พรรคกล้าธรรม ชี้ว่ารายได้ท่องเที่ยวกระจุกตัวในโรงแรมใหญ่ โดยรายได้ชลบุรีปี 2568 อยู่ที่ 3 แสนล้านบาท ต่างชาติ 2 แสนล้าน คนไทย 1 แสนล้าน แต่ปัญหาคือ รายได้ไม่กระจายสู่พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ต้องกระจายสู่ชุมชน พร้อมเสนอพัฒนาเมืองรองและใช้เทคโนโลยีดูแลความปลอดภัย

“สิ่งสำคัญคือต้องสร้าง 'อัตลักษณ์ไทย' และส่งเสริมเมืองรอง โดยยกตัวอย่าง 'สัตหีบเป็น Sati City' เน้น Street Food, Street Sport, Street Art เพื่อให้เงินเข้ากระเป๋าคนท้องถิ่น 687 หมู่บ้านของชลบุรีรอสิ่งนี้อยู่”
พรรคปวงชนไทย มองว่าประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ของโลกด้าน Wellness Tourism เราต้องรีบกระตุ้นตรงนี้ เพราะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งนี้ ต้องเร่งสร้าง Man-made Destination ทั้งนี้ ต้องมี Platform การจองต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเราจองผ่านแอปฯ ต่างชาติ เงินออกนอกประเทศหมด รัฐต้องพิจารณาเรื่องแพลตฟอร์มของไทยเอง

พรรคเพื่อไทย สิ่งที่ต้องเกิดในการกระตุ้นการท่องเที่ยว คือ Man-made Destination ต้องยกระดับความพรีเมียม ซึ่งพัทยาต้องมี Cruise Terminal (ท่าเรือเรือสำราญ) รวมถึงภูเก็ต และสมุย เพื่อดึงกลุ่ม Ultra-Luxury และต้องมี Marina (ท่าจอดเรือยอชท์) เพิ่มเติม เพราะปัจจุบันที่ Ocean Marina เต็มแล้ว

“พัทยาต้องการนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายเข้ามาเยอะขึ้น และสามารถสร้างเศรษฐกิจหลักหลายพันล้านบาทได้”

ดีเบตตะวันออก ถามตรง “มลพิษ–เกษตร–ท่องเที่ยว” 6 พรรคถกเดือด

พรรคโอกาสใหม่ ประเทศไทยมี "หมอและพยาบาล" ที่มีความสามารถและมาตรฐานการรักษาเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ เพื่อกดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มารับบริการทางการแพทย์หรือดูแลสุขภาพ (Wellness) จะช่วยให้เกิดการใช้จ่ายต่อหัวที่สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป
ขณะที่ พรรคประชาชน เห็นด้วยกับท่านอื่นๆ แต่มองว่ามีจุดบอทเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทย โดยพัทยาและชลบุรีมีจุดบอดเรื่องการเดินทาง หากไม่มีรถส่วนตัว การเดินทางจากนาเกลือไปพัทยาใต้ลำบากมาก ต้องเหมาสองแถวราคาแพง ทั้งนี้ พรรคประชาชนมีนโยบาย Feeder "ต้องมี 'รถเมล์ไฟฟ้า' (EV Bus) ที่นักท่องเที่ยวสามารถ Hop-on Hop-off ไปตามจุดต่างๆ ได้ เช่น จากพัทยาไปเขาไม้แก้ว หรือสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เพื่อลดการใช้รถส่วนตัวและลดความแออัด