ส่อง 21 กูรู กกต. ตรวจนโยบาย-คุมประชานิยมพรรคการเมือง หรือแค่"พิธีกรรม"ก่อนเข้าคูหา?

21 ม.ค. 2569 | 06:45 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ม.ค. 2569 | 07:11 น.

พิสูจน์ฝีมือ 21 อรหันต์คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองฯ ลุยสแกนนโยบาย 'ขายฝัน-ประชานิยม' วิเคราะห์ที่มา การใช้งบประมาณ ก่อนถึงวันหย่อนบัตรลงคะแนนเลือก หรือสุดท้ายจะเป็นเพียง "พิธีกรรม" ทางกฎหมายเหมือนที่ผ่านมา

KEY

POINTS

  • กกต. แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 21 คน เพื่อตรวจสอบนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่ต้องใช้จ่ายเงิน
  • คณะกรรมการมีหน้าที่ตรวจสอบรายละเอียดนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง เช่น วงเงิน ที่มาของเงิน ความคุ้มค่า และผลกระทบ ให้เป็นไปตามกฎหมาย
  • สังคมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของคณะกรรมการชุดนี้ ว่าจะสามารถกลั่นกรองนโยบายได้ทันเวลาและมีประสิทธิภาพจริง หรือเป็นเพียง "พิธีกรรม" ก่อนการเลือกตั้ง

เวลาที่มีการเลือกตั้ง "คณะกรรมการการเลือกตั้ง" หรือ 5 เสือ กกต. มักจะถูกพูดในแวดวงสนทนาทุกครั้ง ที่ผ่านมามักถูกวิพากวิจารณ์การทำงานอย่างหนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสังคมยังไม่เห็นท่าทีที่เอาจริงเอาจังอย่างที่คาดหวังว่าจะได้เห็น จนมีคำเปรียบเปรยว่า กกต.เป็นเสือกระดาษ

ในการเลือกตั้งรอบนี้จึงหนีไม่พ้นที่จะถูกจับจ้องและตั้งคำถามยิ่งกว่าที่ผ่านมาเนื่องจากในครั้งนี้ได้พ่วงเอาการทำประชามติเรื่องของการให้ "ความเห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" ในเรื่องของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเข้ามาด้วย

ขณะที่การหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองในทุกครั้ง การชู "นโยบายประชานิยม" โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบกับภาระการเงินการคลังของประเทศในอนาคตได้สร้างความกังวลให้กับสังคมไทยมาต่อเนื่อง หากไม่ควบคุมหรือมีมาตรการบทลงโทษใด ๆ กับบรรดาพรรคการเมืองในเรื่องเหล่านี้   

เมื่อพลิกกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในส่วนของ กกต.นั้น พบว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศ กกต.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาพ.ศ 2568 หรือที่เราคุ้นเคยเรียกติดปากกันว่า "นโยบายประชานิยม" โดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต.ได้ลงนามเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2568

สาระสำคัญ กำหนดให้การกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่จะใช้ในการโฆษณาหาเสียงต้องคำนึงถึงความเห็นของสาขาพรรคการเมืองตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และต้องมีการระบุถึงวงเงินที่จะใช้ ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ ความคุ้มค่าประโยชน์ในการดำเนินนโยบายผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายตามที่มาตรา 57 ของ พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 กำหนดไว้

โดยกำหนดเวลาให้พรรคการเมืองต้องรายงานนโยบายดังกล่าวต่อ กกต.ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน หรือ ภายในวันที่ 19 มกราคม 69 ก่อนเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

กกต.ได้มีคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 7/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา มีกรรมการทั้งหมดรวม 21 คน โดยมีนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. เป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 

1.นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. เป็นประธานกรรมการ

2.นางสาวพัชราภรณ์ สิทธิพงษ์  ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ สำนักงบประมาณ หรือผู้แทน 

3.นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (รองเลขาสภาพัฒน์) หรือ ผู้แทน 

4.นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบาย และกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ 

5.นางสาวลัดดา เดือนสว่าง ผู้อำนวยการสำนักมาตรการเชิงรุกและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ผู้แทน

6.นางปรานี ช่วยเกิด ผู้อำนวยการสำนักตรวจเงินแผ่นดินที่ 15 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือผู้แทน 

7.นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน 

8.นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน 

9.นายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย หอการค้าไทย หรือผู้แทน 

10.นางพรพรรณนิล ศตวรรษธำรง ผู้อำนวยการกองนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์ หรือผู้แทน

11.นายปรนาคินทร์ กตัญญุตานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กองกฎหมาย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง หรือผู้แทน 

12.ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย 

13.นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการกกต. 

14.นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ 

15.พล.อ.ดร.สุภมนัส ภารพบ 

16.นายสุรศักดิ์ อุดมศิลป์ 

17.นายสราวุธ เบญจกุล 

18.นายพรชัย ฐีระเวช 

19.นายอภิวัฒน์ เริงทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมือง เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ 

20.นางสาวพัชรี ผึ่งผดุง ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดี หรือผู้แทน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ 

21. นายราชันย์ สุกัญญา รองผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมือง เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

กรรมการมีอำนาจหน้าที่และอำนาจ 

1. ตรวจสอบรายการนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาตามที่พรรคการเมืองรายงานต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่า มีรายการครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่ ดังนี้ 

1.1 วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ 

1.2 ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินการนโยบาย

1.3 ผลกระทบและความเสียงในการดำเนินนโยบาย 

2. เมื่อดำเนินการตรวจสอบรายการตามข้อ 1 แล้ว ถ้ามีรายการครบถ้วนและถูกต้อง ให้เสนอต่อกกต.พิจารณา 

3. ในกรณีพรรคการเมืองไม่ได้รายงานหรือจัดทำรายการตามข้อ 1 หรือเมื่อดำเนินการ ตรวจสอบรายการตามข้อ 1 แล้ว มีรายการไม่ครบถ้วนและถูกต้อง ให้เรียกเอกสารหลักฐาน หรือให้พรรคการเมืองชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาได้ 

4. เมื่อดำเนินการตรวจสอบรายการตามข้อ 3 แล้ว ถ้ามีรายการครบถ้วนและถูกต้อง ให้เสนอกกต.พิจารณา 

5. ในกรณีที่พรรคการเมืองใดไม่ดำเนินการตามข้อ 3 ให้เสนอกกต.พิจารณา 

6. มีข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตนโยบายของพรรคการเมืองที่ต้องใช้จ่ายเงินตามข้อ 1 เพื่อประกอบการพิจารณาของกกต.ได้ 

7. แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการตรวจสอบรายการเบื้องต้น ตามข้อ 1 

8. ดำเนินการอื่นตามที่ กกต. หรือ สำนักงานกกต.มอบหมาย 

ทั้งนี้ ตามแบบฟอร์มแนบท้ายประกาศซึ่งเป็นเอกสารที่พรรคการเมืองต้องกรอกรายละเอียดเพื่อยื่นต่อกกต.นั้นยังมีการระบุด้วยว่า การหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องไม่ขัดหรือแย้งกับแนวทางที่กำหนดเป็นนโยบายของพรรคการเมืองตามมาตรา 74 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 รวมถึงบทกำหนดโทษกรณีพรรคการเมืองใดไม่ทำรายการให้ครบถ้วน กกต.จะสั่งให้ดำเนินการจัดทำรายการให้ครบถ้วนและถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด

หากไม่ดำเนินการต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาทและปรับอีกวันละ 10,000 บาทตลอดระยะเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 121 ของกฎหมายเดียวกัน

นับเป็นโจทย์หินที่ กกต. ต้องตอบให้ได้ในช่วงเวลาที่เหลือเพียง 20 วัน ก่อนจะมีการเลือกตั้ง คณะกรรมการชุดนี้จะสามารถกลั่นกรองนโยบายจากกว่า 50 พรรคการเมืองได้อย่างไร เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้ทันเวลา หรือสุดท้ายจะเป็นเพียง "พิธีกรรม" ทางกฎหมายเหมือนที่ผ่านมา