
เทรนด์สุขภาพจิตคนไทยปี 2569 ‘ซึมเศร้า’ ครองแชมป์สูงสุด
เจาะลึกสุขภาพจิตคนไทยปี 2568 พบป่วยพุ่งทะลุ 10 ล้านคน ฆ่าตัวตายสูงสุดใน 10 ปี “เสี่ยงซึมเศร้า” กว่า 4 แสนคน ขณะที่ระบบสาธารณสุขไทยติดหล่ม ขาดแคลนจิตแพทย์หนัก-บัญชียาไม่อัพเดท ดันสถิติปี 2569 ผู้ป่วยเพิ่มต่อเนื่อง
KEY
POINTS
- คาดการณ์ว่าในปี 2569 โรคซึมเศร้าจะเป็นปัญหาสุขภาพจิตอันดับหนึ่งของคนไทย โดยอาจพบได้สูงถึง 1 ใน 4 ของประชากร
- นอกจากโรคซึมเศร้า แนวโน้มโรคจิตเวชที่พบบ่อยยังรวมถึงโรควิตกกังวล, โรคแพนิค, โรคจิตเภท/ไบโพลาร์ และภาวะสมองเสื่อม
- กลุ่มเสี่ยงสำคัญ 3 อันดับแรกคือ เด็กและวัยรุ่น (จากการถูกบูลลี่), วัยทำงาน (ภาวะหมดไฟและซึมเศร้าซ่อนยิ้ม) และผู้สูงอายุ (เสี่ยงภาวะสมองเสื่อม)
จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพจิตผ่านแอปพลิเคชัน Mental Health Check-In (MHCI) พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้ใช้งานมากกว่า 6 ล้านคน โดยประมาณ 9% มีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า และเกือบ 8% มีความเครียดสูง ในขณะที่กว่า 5% เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย กลุ่มผู้สูงอายุและวัยทำงานตอนต้นเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด
ข้อมูลล่าสุดยังชี้ชัดว่าสถานการณ์สุขภาพจิตของคนไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา เข้าขั้นวิกฤต คนไทยกว่า 10 ล้านคนประสบปัญหาสุขภาพจิตในระดับที่ควรได้รับการดูแล แต่ข้อมูลระบุว่ามีเพียงไม่ถึง 3 ล้านคนที่เข้าถึงการรักษาอย่างเหมาะสม
และสถิติจากกรมสุขภาพจิตพบว่า จำนวนผู้ป่วยนอกด้านจิตเวชเพิ่มขึ้นจาก 3.5 ล้านคนในปี 2565 เป็น 4.4 ล้านคนในปี 2567 และที่น่าตกใจคืออัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จในปี 2567 พุ่งสูงถึง 5,217 ราย หรือคิดเป็น 8.02 รายต่อประชากรแสนคน ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี
กลุ่มอายุและอาชีพที่น่าจับตามากที่สุดคือ กลุ่มวัยทำงานตอนต้นและผู้สูงอายุ ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ถัดมาคือเด็กและวัยรุ่น พบอัตราป่วยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-10% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
โดยโรคที่ต้องเฝ้าระวังคือ สมาธิสั้น, ซึมเศร้า, วิตกกังวล และการใช้สารเสพติด ในกลุ่ม Perfectionist และผู้มีความรับผิดชอบสูง ก็มักเผชิญภาวะ “Smiling Depression” หรือซึมเศร้าซ่อนยิ้ม ภายนอกดูร่าเริงแต่ภายในบอบช้ำ ซึ่งอันตรายเพราะคนรอบข้างสังเกตยากโดยสาเหตุของปัญหามาจาก
1.ประเทศไทยขาดแคลนจิตแพทย์รุนแรง ทั้งประเทศมีจิตแพทย์ราว 700 คนเท่านั้น ขณะที่มีการผลิตเพิ่มได้เพียงปีละ 30-40 คนเท่านั้น 2. ข้อจำกัดด้านยาและค่ารักษา ยาในระบบโรงพยาบาลรัฐบางส่วนล้าสมัยเกิน 10 ปี ส่วนยาใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงมีราคาแพงและกระจุกตัวในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีค่ารักษาต่อเคสสูงถึง 6-7 หมื่นบาท
3. การบูลลี่และการตีตรา การกลั่นแกล้งกัน (Bullying) เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เด็กป่วยซึมเศร้าและอยากฆ่าตัวตาย, ขณะที่สังคมบางส่วนยังไม่เข้าใจและตีตราผู้ป่วยทำให้ไม่กล้าเปิดเผยอาการ 4. ปัจจัยทางชีวภาพ ความเครียดสะสม ทำให้สารสื่อประสาทอย่าง โดปามีนและซีโร-โทนิน ลดต่ำลง จนเกิด “ภาวะสิ้นยินดี” หรือไม่สามารถรู้สึกมีความสุขกับสิ่งใดได้
แม้ในปี 2568 ถูกนิยามว่าเป็น “ปีแห่งการเติบโตและฟื้นฟูจิตใจ” คนไทยมีแนวโน้มใช้จ่ายเพื่อการ “ฮีลใจ” (Healing) มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายปีเพื่อชดเชยความเหนื่อยล้า สอดคล้องกับตลาดสุขภาพจิตโลกคาดว่าจะเติบโต 12.2% ต่อปีจนถึงปี 2571 ขณะเดียวกันในประเทศไทยก็เห็นเทรนด์การใช้ AI และแอปพลิเคชันมาช่วยประเมินสุขภาพจิต รวมถึงการปรึกษาออนไลน์ (Telemedicine) มากขึ้น แต่แนวโน้มในปี 2569 ก็คาดว่ายังคงมี 5 อันดับโรคจิตเวชที่จะพบได้บ่อยที่สุด คือ
1. โรคซึมเศร้า คาดการณ์ว่าอาจพบสูงถึง 1 ใน 4 ของประชากร 2. โรควิตกกังวล 3. โรคแพนิค 4. โรคจิตเภท (Schizophrenia) และโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar) 5. ภาวะสมองเสื่อม/อัลไซเมอร์ พบบ่อยในผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป และอาจพบสูงถึง 50% ในผู้ที่อายุ 80 ปีขึ้นไป ดังนั้น ในปี 2569 จะเริ่มเห็นผู้คนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจเป็นอันดับต้นๆควบคู่ไปกับการหาอาชีพเสริมและการวางแผนการเงินเพื่อลดความเครียด
อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ประกาศให้สุขภาพจิตเป็น “วาระแห่งชาติ” และกำหนดให้เดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็น “เดือนแห่งสุขภาพใจ” (Mind Month) โดยมีมาตรการสำคัญคือ เพิ่มจุดบริการด้วยการจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาจิตเวช 580 แห่งใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเชิงรุก, การใช้เทคโนโลยี นำระบบ DMIND (AI คัดกรองซึมเศร้า) และระบบ HERO OBEC CARE สำหรับดูแลนักเรียนในสถานศึกษา, การจัดงบประมาณบัตรทองปี 2569 โดย สปสช. เตรียมงบกว่า 2.72 แสนล้านบาท (เฉลี่ยรายหัว 4,298.24 บาท) เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ เช่น สายด่วนสุขภาพจิต, การตรวจคัดกรองออทิสติกด้วยเครื่องมือ TDAS และบริการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในชุมชน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ประเทศไทยอาจกำลังเผชิญกับวิกฤตสุขภาพจิตที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ กลุ่มเสี่ยง 3 อันดับแรกคือ 1. กลุ่มเด็กและวัยรุ่น ที่ปัจจัยหลักมาจากการบูลลี่และการกลั่นแกล้งกัน ซึ่งนำไปสู่ความคิดอยากฆ่าตัวตาย 2. กลุ่มวัยทำงาน (โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials) เป็นกลุ่มที่เผชิญภาวะ “หมดไฟ” (Burnout) และ “ซึมเศร้าซ่อนยิ้ม” (Smiling Depression) 3. กลุ่มผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมที่อาจพุ่งสูงถึง 50% ในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป
ปัญหาสุขภาพจิตของประเทศไทย ยังเปรียบเสมือน “ภูเขาน้ำแข็ง” ที่มองเห็นยอดเพียงเล็กน้อยจากสถิติผู้เข้ารับการรักษา แต่ความจริงแล้วมีฐานขนาดใหญ่ที่ยังจมอยู่ใต้ผิวน้ำและรอคอยความช่วยเหลือเชิงรุกจากทั้งระบบสาธารณสุขและสังคม หากภาครัฐสามารถยกระดับในเรื่องนี้ได้จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น ยกระดับสังคมและเศรษฐกิจไทยได้ในอนาคต

