
อันตราย 'ความดันโลหิตสูง' ร้ายกว่าที่คิด คร่าชีวิตเราได้
อายุรแพทย์โรคหัวใจเตือน! ความดันโลหิตสูงคือ "ฆาตกรเงียบ" ทำลายอวัยวะสำคัญ พบคนไทยเสี่ยงมากขึ้นแม้อายุแค่ 35 ปี เผยวิธีป้องกันและรักษาก่อนสายเกินแก้
วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันความดันโลหิตสูงโลก (World Hypertension Day) ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจออกมาเตือนคนไทยให้ระวังภัยเงียบที่กำลังคุกคามสุขภาพ โดยเฉพาะในยุคที่คนรุ่นใหม่มีความเสี่ยงสูงขึ้นจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป
แพทย์หญิงทรายด้า บูรณสิน อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยว่า ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่อันตรายกว่าที่หลายคนคิด เพราะมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
"เราเรียกความดันโลหิตสูงว่าเป็น 'ฆาตกรเงียบ' เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ แต่โรคนี้กำลังทำลายอวัยวะสำคัญในร่างกายอย่างต่อเนื่อง ทั้งหัวใจ สมอง และไต" แพทย์หญิงทรายด้ากล่าว
เลขสองตัวที่คุณต้องรู้
เมื่อวัดความดันโลหิต เครื่องวัดจะแสดงผลเป็นตัวเลข 2 ค่า ได้แก่:
- ความดันตัวบน (Systolic Blood Pressure): ค่าที่ได้ขณะหัวใจบีบตัวส่งเลือดไปยังร่างกาย
- ความดันตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure): ค่าที่ได้ขณะหัวใจคลายตัวระหว่างการเต้นแต่ละครั้ง
โดยทั่วไป หากค่าความดันโลหิตอยู่ที่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท หรือสูงกว่านี้อย่างต่อเนื่อง ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง
ใครบ้างที่เสี่ยง?
สาเหตุของความดันโลหิตสูงมีทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่:
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง
- ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารเค็มจัด
- ผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูง
- ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
- ผู้ที่มีความเครียดสะสม
- ผู้ที่สูบบุหรี่
- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
- ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
อันตรายที่ซ่อนอยู่
"แม้ว่าความดันโลหิตสูงอาจไม่แสดงอาการชัดเจน แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา จะทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะสำคัญ" แพทย์หญิงทรายด้า เน้นย้ำ
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่:
- โรคหัวใจขาดเลือด
- ภาวะหัวใจล้มเหลว
- เส้นเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน นำไปสู่อัมพฤกษ์หรืออัมพาต
- โรคไตเรื้อรัง
การรักษาและป้องกัน
สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง การรักษาประกอบด้วย:
- การปรับพฤติกรรม เป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยแพทย์จะแนะนำให้:
- ควบคุมอาหาร โดยเฉพาะลดการบริโภคเกลือและโซเดียม
- เพิ่มการบริโภคผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
- ลดความเครียด
- เลิกสูบบุหรี่
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
- การใช้ยา หากการปรับพฤติกรรมไม่สามารถควบคุมความดันได้ แพทย์จะพิจารณาให้ยาลดความดันซึ่งต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
"สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เพื่อตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเริ่มการรักษาได้ทันท่วงที" แพทย์หญิงทรายด้ากล่าวทิ้งท้าย
ข้อควรระวัง
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ได้รับยาแล้วไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจทำให้ความดันกลับมาสูงและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนอย่างเฉียบพลัน นอกจากนี้ ควรพบแพทย์เพื่อติดตามผลเป็นระยะ เพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับการตอบสนองของร่างกาย
ด้วยการตระหนักรู้และเอาใจใส่สุขภาพ รวมถึงการตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราห่างไกลจาก "ฆาตกรเงียบ" นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ






