thansettakij
thansettakij
‘ไม่สูบบุหรี่’ แต่ทำไมป่วย ‘มะเร็งปอด’ ได้ และ 70% รู้ตัวเมื่อสาย

‘ไม่สูบบุหรี่’ แต่ทำไมป่วย ‘มะเร็งปอด’ ได้ และ 70% รู้ตัวเมื่อสาย

04 ส.ค. 69 | 06:38 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ส.ค. 69 | 06:38 น.

แพทย์เตือน 'ไม่สูบบุหรี่' ก็เสี่ยงป่วยมะเร็งปอดได้ เผยผู้ป่วยอายุน้อยตั้งแต่วัย 35 ปีเพิ่มขึ้น คนไทยกว่า 70% รู้ตัวเมื่อโรคลุกลาม

KEY

POINTS

  • มะเร็งปอดไม่ได้เกิดจากการสูบบุหรี่เท่านั้น แต่ยังพบในผู้ที่ไม่สูบโดยมีปัจจัยเสี่ยงจากพันธุกรรม (ยีน EGFR) และมลภาวะเช่น PM2.5
  • ผู้ป่วยกว่า 70% มักตรวจพบโรคในระยะลุกลามแล้ว เนื่องจากในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน ทำให้โอกาสรักษาให้หายขาดลดลง
  • ปัจจุบันพบผู้ป่วยมะเร็งปอดในกลุ่มคนอายุน้อยลง (เริ่มตั้งแต่อายุ 35 ปี) และกลุ่มคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชีย

“มะเร็งปอด” ไม่ใช่โรคของผู้สูบบุหรี่อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่พบในคนอายุน้อยลง รวมถึงผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชีย ปัจจุบันพบผู้ป่วยตั้งแต่อายุเพียง 35 ปี ขณะที่ผู้ป่วยมะเร็งปอดกว่า 70% มักตรวจพบโรคเมื่อเข้าสู่ระยะลุกลาม ส่งผลให้โอกาสรักษาหายขาดลดลง

รู้จัก "มะเร็งปอด" กับอาการเบื้องต้น 

นพ.ชนทัต ไตรทอง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคระบบหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมะเร็งปอดไม่ได้พบเฉพาะในผู้สูบบุหรี่หรือผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่พบในผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้หญิงชาวเอเชีย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมและการกลายพันธุ์ของยีน EGFR

นพ.ชนทัต ไตรทอง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคระบบหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า

ขณะเดียวกัน อายุของผู้ป่วยก็ลดลง จากเดิมที่มักพบในผู้มีอายุมากกว่า 50 ปี วันนี้เริ่มพบในวัยทำงานตั้งแต่อายุประมาณ 35-40 ปี จึงเป็นโรคที่ทุกคนควรตระหนัก ไม่ใช่เฉพาะผู้สูบบุหรี่

มะเร็งปอด แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก 

  • มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer: NSCLC) ซึ่งพบประมาณ 80-90% ของผู้ป่วยทั้งหมด มีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า พบได้ทั้งในผู้สูบบุหรี่และผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด การฉายรังสี เคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด
  • มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer: SCLC) พบประมาณ 10-15% ของผู้ป่วย มีความรุนแรงและลุกลามรวดเร็ว มักสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ และส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ เนื่องจากโรคแพร่กระจายตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงต้องรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นหลัก

ในปัจจุบัน "มะเร็งปอด” เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย ทั้งในเพศชายและเพศหญิง

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ป่วยมากกว่า 70% มักมาพบแพทย์เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามหรือแพร่กระจายแล้ว ทำให้โอกาสรักษาหายขาดลดลงอย่างมาก ทั้งที่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 1 หรือระยะที่ 2 การรักษาด้วยการผ่าตัดยังมีโอกาสหายขาดได้สูง นี่คือช่วงเวลาทอง (Golden Period) ที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป

'สูบบุหรี่' ปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 

นพ.ชนทัต ให้ข้อมูลต่อว่า แม้ว่าการสูบบุหรี่จะยังเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของโรค แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ประชาชนอาจมองข้าม ได้แก่ การได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นเวลานาน การสัมผัสฝุ่น PM2.5 ก๊าซเรดอน สารหนู แอสเบสตอส (Asbestos) สารกัมมันตรังสี รวมถึงการทำงานหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรง ได้แก่ พ่อ แม่ พี่ หรือน้อง เป็นมะเร็งปอด รวมถึงผู้ป่วยโรคปอดอักเสบเรื้อรัง ปอดอักเสบซ้ำบริเวณเดิม หรือโรคถุงลมโป่งพอง ล้วนมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ขณะที่ประชากรเอเชียยังพบการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ได้ประมาณ 30-50% โดยเฉพาะในผู้หญิง แม้ไม่เคยสูบบุหรี่ก็ตาม

ความน่ากลัวของ “มะเร็งปอด” คือ ระยะเริ่มต้นแทบไม่มีอาการ เพราะเนื้อปอดไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึก ก้อนมะเร็งจึงสามารถเจริญเติบโตได้โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว

เมื่อเริ่มมีอาการมักหมายความว่า โรคเริ่มลุกลามแล้ว อาการที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ไอเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์ ไอเป็นเลือด หอบเหนื่อย หายใจไม่เต็มอิ่ม มีเสียงวี้ด เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้า รวมถึงเสียงแหบ ปวดหลัง ปวดกระดูก หรือแขนขาอ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่ามะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรเข้าใจว่า "ไม่มีอาการ" ไม่ได้หมายความว่าไม่มีโรค เพราะผู้ป่วยจำนวนมากตรวจพบมะเร็งในขณะที่ยังรู้สึกแข็งแรงดี

"มะเร็งปอด” เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย

คัดกรองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ Low-Dose CT (LDCT)

ด้วยเหตุนี้ การตรวจคัดกรองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้รังสีต่ำ หรือ Low-Dose CT (LDCT) จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถตรวจพบก้อนหรือจุดผิดปกติขนาดเล็กเพียง 1-2 มิลลิเมตรได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ให้ภาพสามมิติที่มีความละเอียดสูง ใช้เวลาตรวจประมาณ 10-15 นาที ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนตรวจ ทั้งนี้ สตรีมีครรภ์ไม่ควรเข้ารับการตรวจเนื่องจากมีการใช้รังสี

กลุ่มที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองแม้ไม่มีอาการ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและมีประวัติสูบบุหรี่จัด ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งปอด ผู้ที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง มีการสัมผัสฝุ่น PM2.5 หรือสารเคมีก่อมะเร็ง รวมถึงผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือผู้ที่ต้องการรับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการตรวจคัดกรอง เนื่องจากแนวโน้มการพบผู้ป่วยอายุน้อยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดแล้ว ปัจจุบันแพทย์จะตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนและไบโอมาร์กเกอร์ เช่น ยีน EGFR เพื่อวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล หากพบความผิดปกติที่เหมาะสม ผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) หรือภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งช่วยให้การรักษามีความแม่นยำและเพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วันนี้ถึงเวลาปรับความเข้าใจใหม่ว่า 'ไม่สูบบุหรี่' ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นมะเร็งปอด และ 'ไม่มีอาการ' ไม่ได้หมายความว่าปอดยังแข็งแรง

นพ.ชนทัตกล่าวทิ้งท้ายว่า มะเร็งปอดเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนั้น การรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงและการเข้าถึงการตรวจคัดกรองด้วย Low-Dose CT ในกลุ่มเสี่ยง จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดของคนไทยในอนาคต