
เอ็กซ์เรย์ “สุขภาพปอด” คนไทย ลดป่วยมะเร็ง-โรคเรื้อรัง
กรมการแพทย์และภาคีเครือข่าย เร่งยกระดับการดูแลสุขภาพปอดของคนไทย มุ่งเป้าลดอัตราการป่วยและการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
KEY
POINTS
- มะเร็งปอดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขรุนแรงของไทย โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูง และผู้ป่วยมะเร็งปอดกว่า 70% ถูกตรวจพบในระยะลุกลาม
- รูปแบบผู้ป่วยมะเร็งปอดเปลี่ยนแปลงไป โดยพบมากขึ้นในกลุ่มผู้หญิงและคนอายุน้อยที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งสัมพันธ์กับการกลายพันธุ์ของยีน EGFR
- ภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญกำลังผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างระบบดูแลสุขภาพปอดที่ครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกัน การคัดกรอง การวินิจฉัย และการรักษา
- มีการเสนอให้ยกระดับการคัดกรองโรคในกลุ่มเสี่ยง เช่น การใช้ Low-Dose CT Scan เพื่อตรวจหามะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น และส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ตรวจสมรรถภาพปอดเบื้องต้น
สถานการณ์โรคมะเร็งทั่วโลกและในประเทศไทยกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมะเร็งปอดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับประเทศที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ และภาคประชาสังคม เร่งจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อวางระบบดูแลสุขภาพปอดที่ครอบคลุม ลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างยั่งยืน
สถิติวิกฤต “สุขภาพปอด”
องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 20 ล้านราย เป็นเกือบ 35 ล้านรายต่อปีภายในปี 2593 โดยภูมิภาคเอเชียครองสัดส่วนผู้ป่วยมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ทั้งนี้ มะเร็งปอดยังคงครองอันดับหนึ่งของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งในระดับสากลและในประเทศไทย
เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว WHO ได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
- Better Capabilities: การเสริมสร้างศักยภาพของระบบสุขภาพ
- Better Protections: การคุ้มครองผู้ป่วย
- Better Value: การสร้างคุณค่าจากนวัตกรรมและงานวิจัย เพื่อกระจายการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพอย่างเป็นธรรม
สำหรับประเทศไทย นอกจากปัญหาโรคมะเร็งปอดแล้ว โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ยังเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่ส่งผลกระทบรุนแรง โดยมีสถิติผู้เสียชีวิตสูงกว่า 2 หมื่นคนต่อปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าภาระโรคทางปอดในสังคมไทยยังคงอยู่ในระดับสูง และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยกระบวนการป้องกัน การคัดกรอง การวินิจฉัย และการรักษาอย่างทันท่วงที
การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย-กลไกกฎหมาย
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการยกระดับระบบดูแลสุขภาพปอดและโรคมะเร็งแบบครบวงจร โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติกำลังศึกษาร่างพระราชบัญญัติโรคมะเร็งแห่งชาติ รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายโรคมะเร็งระดับชาติ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่กำหนดทิศทางและบริหารจัดการปัญหาโรคมะเร็งของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
จากการรวบรวมมุมมองของกลุ่มผู้ปฏิบัติงานและผู้กำหนดนโยบาย พบว่ามีประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งขับเคลื่อนในเชิงระบบ ประกอบด้วย:
การบูรณาการฐานข้อมูลสุขภาพ: เชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลรัฐและเอกชน เพื่อประโยชน์ในการคัดกรองและการเข้าถึงระบบรักษา ควบคู่กับการบริหารจัดการฐานข้อมูลกำลังคนทางการแพทย์ เพื่อวางแผนการผลิตบุคลากรให้ตรงตามความต้องการในแต่ละพื้นที่
การจัดการระบบบุคลากร: สร้างความต่อเนื่องในกระบวนการวินิจฉัย การรักษา และการส่งต่อผู้ป่วย ระหว่างโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลศูนย์
การบริหารจัดการงบประมาณและเกณฑ์การเข้าถึง: กำหนดหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายและสิทธิการเข้าถึงยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ตามระดับความรุนแรงของโรค โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based) เป็นฐานในการตัดสินใจ เพื่อนำไปสู่การขยายผลครอบคลุมโรคทางปอดและภาระโรคอื่น ๆ ต่อไป
จุดเปลี่ยนมะเร็งปอด
ข้อมูลจากสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย หรือคิดเป็นจำนวนมากกว่า 20,000 คนต่อปี แม้นวัตกรรมการรักษาจะมีความก้าวหน้า แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราการเสียชีวิตยังคงสูง มาจากการที่โรคไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก ส่งผลให้ผู้ป่วยในประเทศไทยมากกว่าร้อยละ 70 ถูกตรวจพบเมื่อโรคลุกลามไปมากแล้ว
นอกจากนี้ รูปแบบของผู้ป่วยมะเร็งปอดในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้สูบบุหรี่หรือผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่งานวิจัยพบว่ามีสัดส่วนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้หญิงและผู้ที่มีอายุน้อยที่ไม่เคยสูบบุหรี่ โดยมีสาเหตุมาจากการกลายพันธุ์ของยีน EGFR สูงถึงร้อยละ 50-60
ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เสนอแนะว่า กลุ่มเสี่ยงหรือผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่ควรได้รับการคัดกรองด้วยเทคโนโลยี Low-Dose CT Scan เพื่อเพิ่มโอกาสการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งปัจจุบันมีแนวทางการรักษาที่แม่นยำยิ่งขึ้น ทั้งการผ่าตัด การดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด ทั้งนี้ หากประชาชนพบอาการเตือน เช่น ไอเรื้อรัง น้ำหนักลด เหนื่อยง่าย หรือเจ็บหน้าอก ควรเข้ารับการตรวจประเมินจากแพทย์ทันที
การยกระดับการคัดกรองโรคปอดเรื้อรัง
ในส่วนของโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย (EACC) ชี้ว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้โรคพัฒนาไปสู่ความรุนแรง เกิดจากการที่ประชาชนขาดความรู้และเข้าไม่ถึงการตรวจสมรรถภาพปอด ทำให้ไม่ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม จนเกิดความเสียหายต่อเนื้อปอดอย่างถาวร
แนวทางการแก้ไขปัญหาสามารถเริ่มต้นได้จากการส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ตรวจคัดกรองเบื้องต้นที่มีต้นทุนไม่สูง เช่น Peak Flow Meter สำหรับใช้ติดตามอาการที่บ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่
- ผู้สูบบุหรี่
- ผู้ที่สัมผัสมลภาวะหรือฝุ่น PM 2.5
- ผู้ที่มีอาการไอ หายใจไม่อิ่ม หรือหายใจมีเสียงวี๊ด
การเข้ารับการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และลดอัตราการกำเริบรุนแรงของโรค
ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างความเท่าเทียม
การผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และเครือข่ายผู้ป่วย เช่น มูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง และชมรมเพื่อนมะเร็งปอด ได้นำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อระบบดูแลสุขภาพปอดที่ครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกัน การคัดกรอง การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่อง
ภาคประชาสังคมและเครือข่ายผู้ป่วยได้เรียกร้องให้มีการจัดสรรสิทธิการรักษาที่เท่าเทียม และขยายสิทธิการเข้าถึงการตรวจคัดกรองสุขภาพปอดให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงของโรคมีความหลากหลายมากขึ้น การผลักดันข้อเสนอจากเวทีเสวนาไปสู่แผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม
การสร้างความตระหนักรู้ในสังคม และการส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาอย่างทันท่วงที จึงเป็นก้าวสำคัญในการลดอัตราการสูญเสียและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยในระยะยาว






