thansettakij
thansettakij
เปิดแนวรบสยบ ‘มะเร็งปอด’ ส่องกล้อง-ป้องกัน-สู้ฝุ่น PM2.5

เปิดแนวรบสยบ ‘มะเร็งปอด’ ส่องกล้อง-ป้องกัน-สู้ฝุ่น PM2.5

20 เม.ย. 69 | 12:35 น.
อัปเดตล่าสุด :20 เม.ย. 69 | 12:41 น.

AIA จับมือ J&J และศูนย์ศรีพัฒน์ บูรณาการความมั่นคงทางสุขภาพ ชวนตรวจคัดกรองเชิงรุกด้วย AI และ Low Dose CT สู้วิกฤต PM 2.5 ชี้สถิติมะเร็งปอดพุ่ง สาเหตุเสียชีวิตอันดับ 1 ในไทย

KEY

POINTS

  • มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในภาคเหนือ ทำให้ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงสูงขึ้น
  • เน้นย้ำความสำคัญของการคัดกรองเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยงด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดรังสีต่ำ (Low-Dose CT) เพื่อตรวจหาโรคในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่แสดงอาการ
  • ชูแนวทางการรักษาสมัยใหม่ หากตรวจพบในระยะแรกสามารถผ่าตัดผ่านกล้องซึ่งมีแผลเล็กและฟื้นตัวไว และหากเป็นระยะลุกลาม สามารถใช้ยามุ่งเป้าเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต

ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (NCI) ระบุว่า ในปี 2568 พบคนไทยป่วยเป็นมะเร็งรายใหม่ราว 1.4 แสนรายต่อปี หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 400 ราย และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 83,000 ราย โดยเฉพาะ "โรคมะเร็งปอด" ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในคนไทย และจัดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหมด โดยมีผู้เสียชีวิต 15,022 รายต่อปี หรือวันละ 41 ราย 

สถิตินี้สะท้อนชัดเจนว่า ‘มะเร็งปอด’ คือภัยคุกคามสุขภาพอันดับหนึ่งที่ต้องเร่งคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และสถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ ซึ่งต้องเผชิญวิกฤตฝุ่น PM 2.5 อย่างหนักต่อเนื่องหลายปี โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ที่ค่าฝุ่นมักพุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) หลายเท่าตัว 

มลพิษเหล่านี้เปรียบเสมือนสารก่อมะเร็งขนาดจิ๋วที่กระตุ้นการอักเสบเรื้อรังและทำให้เซลล์ปอดกลายพันธุ์ ส่งผลให้แม้แต่กลุ่มผู้ไม่สูบบุหรี่ก็มีความเสี่ยงสูง และที่น่ากังวลคือ มากกว่า 85% ของผู้ป่วยมักตรวจพบเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว เนื่องจากในระยะแรกไม่มีอาการแสดงใด ๆ

เปิดแนวรบสยบ ‘มะเร็งปอด’ ส่องกล้อง-ป้องกัน-สู้ฝุ่น PM2.5

เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว กลุ่มบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ประเทศไทย (จำกัด) จึงร่วมกับ เอไอเอ ประเทศไทย (AIA) โดยได้รับการสนับสนุนจาก ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งนับเป็นศูนย์กลางทางการรักษาที่สำคัญในเขตภาคเหนือ เดินหน้าจัดงานเสวนา “รู้ทันมะเร็งปอด ตรวจไว รักษาตรงจุด” เพื่อส่งเสริมความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอด ตั้งแต่การป้องกัน การคัดกรองที่ถูกวิธี และทางเลือกการรักษายุคใหม่ 

โดยเน้นการดูแลแบบบูรณาการและยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง พร้อมชูความสำคัญของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ตั้งแต่การเอกซเรย์ทรวงอกด้วยเทคโนโลยี AI และการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดรังสีต่ำ (Low Dose CT) ซึ่งหากพบรอยโรคในระยะแรก ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง (MIS) ที่มีจุดเด่นคือ แผลเล็ก บาดเจ็บน้อย และฟื้นตัวไว รวมทั้งมีโอกาสหายสูง 

นอกจากนี้ ยังเน้นความสำคัญของการรักษาด้วยยามุ่งเป้าที่สามารถช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หากโรคเข้าสู่ระยะลุกลาม โดยเน้นย้ำว่า การตรวจพบไวและรักษาตรงจุด จะช่วยเพิ่มโอกาสการหายขาดจากโรคมะเร็งปอดได้สูง

เปิดแนวรบสยบ ‘มะเร็งปอด’ ส่องกล้อง-ป้องกัน-สู้ฝุ่น PM2.5

ทั้งนี้ ศูนย์ศรีพัฒน์ได้ให้ความสำคัญกับการทำงานของ ทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเส้นทางการรักษา ครอบคลุมอายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ รังสีแพทย์ ศัลยแพทย์ทรวงอก และอายุรแพทย์มะเร็งวิทยา เพื่อร่วมกันวางแผนที่เหมาะสมเฉพาะรายบุคคลสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

นอกจากนี้ ทีมแพทย์เฉพาะทางยังได้จัดเสวนาโดย รศ.พญ. ภัทราพร ตาเจริญเมือง อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ ให้ความรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่แนวทางการรับมือมะเร็งปอดแบบครบวงจร เริ่มจากการปลดล็อกความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกลุ่มเสี่ยงที่หลายคนมองข้าม ปัจจัยเสี่ยงหลักของมะเร็งปอดยังคงเป็นบุหรี่ รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า (E-cigarette) มลภาวะทางอากาศอย่าง PM 2.5 และท้ายที่สุดยังมีงานวิจัยรองรับว่า พันธุกรรมก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดโรคได้ 

เปิดแนวรบสยบ ‘มะเร็งปอด’ ส่องกล้อง-ป้องกัน-สู้ฝุ่น PM2.5

ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ มะเร็งปอดระยะแรกมักไม่แสดงอาการ หากมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอเรื้อรัง ไอมีเลือดปน น้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุ หรือเจ็บหน้าอกเรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมกันนี้ รศ.พญ. จันทิมา เอื้อตรงจิตต์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิจฉัยและประธานราชวิทยาลัยรังสีแพทย์ ยังได้ตอกย้ำความสำคัญของการคัดกรองเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีรังสีวินิจฉัย และการคัดกรองมะเร็งปอดคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

เพราะการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดรังสีต่ำ (Low-dose CT) เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำทุกปี เพื่อค้นหาโรคแต่เนิ่นๆ ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ผู้ที่มีอายุ 50-80 ปี ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง เช่น สัมผัสฝุ่น PM 2.5 ควันธูปหรือแร่ใยหินเป็นประจำ หรือผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคมะเร็งปอด

เปิดแนวรบสยบ ‘มะเร็งปอด’ ส่องกล้อง-ป้องกัน-สู้ฝุ่น PM2.5

รศ.นพ.สมเจริญ แซ่เต็ง ศัลยแพทย์ทรวงอก ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดปอด กล่าวว่า การรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นด้วยการผ่าตัด ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงคือการผ่าตัดปอดด้วยการส่องกล้อง ซึ่งได้รับการพัฒนาให้สามารถทำการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ช่วยให้ผู้ป่วยบาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวได้ไว และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น ตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของคนไข้และสอดคล้องกับแนวทางการรักษาโรคในปัจจุบัน

นอกจากนี้ แนวทางการรักษามะเร็งปอดในปัจจุบันยังมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ที่อาศัยผลการตรวจยีนของเซลล์มะเร็งมาใช้ประกอบการวางแผนการรักษา 

เปิดแนวรบสยบ ‘มะเร็งปอด’ ส่องกล้อง-ป้องกัน-สู้ฝุ่น PM2.5

ดร.พญ. ทรงภรณ์ โอฬารรัตนชัย อายุรแพทย์สาขามะเร็งวิทยา ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ป่วยมะเร็งปอดในระยะแพร่กระจาย อาจตรวจพบความผิดปกติของยีน ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาการรักษาด้วยยามุ่งเป้า การรักษาในกลุ่มนี้มุ่งทำลายเซลล์มะเร็งที่มีความผิดปกติเฉพาะจุด ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมโรคได้ดีขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นระหว่างรับการรักษา ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของยีนที่ตรวจพบ ระยะของโรค และการประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล

นพ. สมสกุล ศรีพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการแพทย์ ฝ่ายบริหารจัดการด้านสุขภาพ เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า ไม่เพียงแต่นวัตกรรมทางการแพทย์ ยังบูรณาการด้านความมั่นคงทางสุขภาพ ให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประกันสุขภาพโรคมะเร็ง เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาโดยไร้ความกังวลด้านภาระค่าใช้จ่าย พร้อมจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพเบื้องต้น เพื่อส่งเสริมให้ชาวเชียงใหม่ตระหนักว่า "มะเร็งปอดตรวจพบไว มีโอกาสหายขาดได้"