
Neurowellness การดูแลสุขภาวะของระบบประสาท เทรนด์สุขภาพมาแรงปี 2569
เผย “The Rise of Neurowellness” การดูแลสุขภาวะของระบบประสาท เป็นหนึ่งในเทรนด์สุขภาพระดับโลกที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2569
KEY
POINTS
- Neurowellness คือเทรนด์สุขภาพใหม่ที่เปลี่ยนจากการดูแลพฤติกรรมมาเป็นการดูแล "ระบบประสาท" ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมกลางของร่างกาย
- สาเหตุที่เทรนด์นี้มาแรงเกิดจากภาวะเครียดเรื้อรังในคนยุคใหม่ที่ส่งผลให้ระบบประสาททำงานหนักเกินไป ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล และภาวะหมดไฟ
- การดูแลแบบ Neurowellness ผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ (เช่น การกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส) เข้ากับศาสตร์ดั้งเดิมที่พิสูจน์แล้วทางวิทยาศาสตร์ (เช่น การฝึกหายใจ, โยคะ) เพื่อฟื้นฟูสมดุลระบบประสาท
- อุปกรณ์สวมใส่ (Wearable devices) มีบทบาทสำคัญในการทำให้ภาวะของระบบประสาทสามารถวัดผลและมองเห็นได้ผ่านค่าต่างๆ เช่น HRV และคะแนนการนอนหลับ (Sleep Score)
รายงาน Global Wellness Trends 2026 จาก Global Wellness Summit สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการดูแลสุขภาพเชิงพฤติกรรม สู่การดูแล “ระบบควบคุมกลาง” ของร่างกายอย่างแท้จริง ซึ่งในอดีต การดูแลสุขภาพมักมุ่งเน้นที่โภชนาการ การออกกำลังกาย หรือฮอร์โมน แต่ปัจจุบันองค์ความรู้ทางการแพทย์เริ่มชี้ชัดว่า “คอขวดสำคัญ” ของสุขภาพ
อาจไม่ใช่เพียงพฤติกรรมหรือวินัย หากแต่คือภาวะ Overload ของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานสำคัญของร่างกาย ตั้งแต่การนอนหลับ ระบบภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงความสมดุลฮอร์โมนและการเผาผลาญพลังงาน
นายแพทย์พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ ผู้อำนวยการศูนย์ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม W9 Wellness Center เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้คนจำนวนมากกำลังเผชิญภาวะความเครียดเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ร่างกายติดอยู่ในโหมด Fight or Flight ในระดับต่ำ ซึ่งกลายเป็นรากฐานของปัญหาสุขภาพหลายประการ ทั้งการนอนหลับไม่ลึก ภาวะวิตกกังวล สมองล้า (Brain Fog)
การอักเสบเรื้อรัง ฮอร์โมนแปรปรวน และภาวะหมดไฟ (Burnout) การมาของ Wearable devices ทำให้ภาวะเหล่านี้ “มองเห็นได้” ผ่านตัวชี้วัดอย่าง Sleep Score, Heart Rate Variability (HRV) และ Recovery Index จนกลายเป็นดัชนีสุขภาพสำคัญในชีวิตประจำวัน และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แนวคิด Neurowellness ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าความชุกของภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าเพิ่มขึ้นกว่า 25% ในช่วงปีแรกของการระบาดของโควิด-19 ขณะที่งานวิจัยด้าน Sleep Medicine และข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขหลายประเทศพบว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ใหญ่มีปัญหาคุณภาพการนอน สะท้อนถึงภาระความเครียดสะสมในระบบประสาทของคนยุคใหม่
Neurowellness จึงกำลังก้าวจากตลาดเฉพาะกลุ่ม สู่การใช้งานในวงกว้าง ผ่านเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve Stimulation) เทคโนโลยีวิเคราะห์คลื่นสมองเพื่อปรับคุณภาพการนอนหลับ (EEG-Guided Sleep Technology) การฝึกสมองด้วย Neurofeedback รวมถึงอุปกรณ์ Neuromodulation ที่ใช้ได้ที่บ้าน ซึ่งบางประเภทได้รับการรับรองจาก FDA แล้ว สะท้อนถึงการยอมรับในระดับคลินิกและระบบสุขภาพในอนาคต
ศาสตร์การดูแลสุขภาพดั้งเดิม หรือ Soft-care เช่น Breathwork หรือการฝึกหายใจอย่างมีแบบแผน, โยคะ, Touch Therapy หรือ สัมผัสบำบัด และ Feldenkrais Method หรือเทคนิคสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของร่างกายและจิตใจโดยใช้การเคลื่อนไหวเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ กำลังได้รับการสนับสนุนด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น
งานวิจัยด้านประสาทวิทยาหลายฉบับพบว่าศาสตร์เหล่านี้สามารถช่วยเพิ่ม Vagal Tone หรือระดับการทำงานของเส้นประสาทเวกัส ซึ่งเป็นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 ที่ทำหน้าที่หลักในระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ควบคุมการพักผ่อน ย่อยอาหาร อัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยลดการอักเสบในร่างกาย เพิ่มค่า HRV ลดระดับ Cortisol ซึ่งคอร์ติซอลเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมหมวกไต จะมีระดับสูงเมื่อมีความเครียดในร่างกาย และปรับสมดุลระหว่างระบบประสาท Sympathetic-Parasympathetic
ซึ่งทำหน้าที่ "Fight or Flight" (สู้หรือหนี) ทำงานเมื่อร่างกายเครียดและ "Rest and Digest" (พักผ่อนและย่อยอาหาร) ทำงานเมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะปกติ ได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่า Soft-care ไม่ได้เป็นเพียง Wellness Lifestyle แต่กำลังก้าวสู่การเป็นเครื่องมือในเวชศาสตร์ระบบประสาทยุคใหม่
“แนวคิด Brain–Body Connection จากสถาบันวิจัยชั้นนำ เช่น Stanford ยังชี้ให้เห็นว่าระบบประสาท สมอง ภูมิคุ้มกัน เมตาบอลิซึม และอารมณ์ ทำงานเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว ส่งผลให้ Neurowellness ขยายบทบาทไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การดูแลสุขภาพจิต ฟิตเนสและการฟื้นฟูร่างกาย Wellness Hospitality ไปจนถึง Longevity Real Estate และ คลินิกเวชศาสตร์เชิงป้องกัน”
“ปัจจุบันเราพบว่าผู้รับบริการกับ W9 Wellness จำนวนมากไม่ได้มีปัญหาสุขภาพจากโรคโดยตรง แต่เกิดจากภาวะระบบประสาทล้าเรื้อรัง (Nervous System Dysregulation) ซึ่งส่งผลต่อการนอน ฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน และประสิทธิภาพการใช้ชีวิตโดยรวม การดูแลสุขภาพในอนาคตจึงไม่ใช่แค่การปรับพฤติกรรมหรือให้สารอาหารเสริม แต่ต้องเริ่มจากการประเมินและฟื้นฟูสมดุลของระบบประสาท ซึ่งถือเป็นรากฐานของ Longevity และ Performance Medicine อย่างแท้จริง”

