

KEY
POINTS
ภาคีเครือข่ายสุขภาพ ประกอบด้วย เครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (Public Health Network for Health Risks Management) เครือข่ายสร้างสุขพังงา และเครือข่ายเยาวชนไม่นะกัญชาและยาเสพติด (Youth Network Against Cannabis: YNAC) ออกแถลงการณ์ เรื่อง ข้อเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายกัญชาและนำกัญชากลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 โดยมีใจความว่า
ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปี หลังการปลดล็อกกัญชาเสรี ประเทศไทยกำลังเผชิญ หายนะด้านสาธารณสุข ที่เกิดจากนโยบายซึ่งขาดความรับผิดชอบ ขาดการควบคุมที่ดีพอและผลักภาระความเสียหายให้ตกอยู่กับประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ตัวเลขผู้ป่วยกัญชา คือหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ในช่วง 3 ปีดังนี้
1. ผู้ป่วยจาก พิษกัญชา (Cannabis Poisoning) เพิ่มขึ้น 3.5 เท่า จาก 30–40 รายต่อเดือน เป็น 115 รายต่อเดือน ภายในปีแรกหลังปลดกัญชาเสรี
2. ผู้ป่วย เสพติดกัญชา (Cannabis Dependence) พุ่งสูงถึง 6.5 เท่า จากประมาณ 130 รายต่อเดือน เป็นมากกว่า 830 รายต่อเดือน
3. ผู้ป่วย โรคจิตจากการใช้กัญชา (Cannabis-Induced Psychosis) เพิ่มขึ้น 6.5 เท่าจาก 85 รายต่อเดือน เป็น 556 รายต่อเดือน
4. ผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการใช้กัญชาในกลุ่มนักท่องเที่ยว เพิ่มจาก ศูนย์ราย เป็นเกือบ 90 รายต่อเดือน โดยกว่า 80% เป็นชาวต่างชาติ
5. ปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมาตรการในการควบคุมกัญชา ไม่ให้ขายกับคนที่ไม่มีใบรับรองแพทย์หรือใบอนุญาต แต่มีการขายกัญชาใต้ดินจำนวนมาก ไม่สามารถลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนได้ เพราะต้องผ่านหลายขั้นตอนก่อนที่จะลงโทษได้
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ “ผลข้างเคียงเล็กน้อย” แต่ คือชีวิตคนที่ถูกทำลาย และ คือระบบสาธารณสุขที่ต้องรับภาระแทนความผิดพลาดของนโยบายกัญชา เครือข่ายฯ ขอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “นโยบายกัญชาเสรีล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง” กัญชาทางการแพทย์สามารถทำได้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องแลกกับการเปิดเสรีให้ใช้เพื่อสันทนาการอย่างไร้การควบคุมที่ดี แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้กัญชาเข้าถึงง่ายกว่าบุหรี่และสุรา เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปตกเป็นเหยื่อของนโยบายนี้ทุกวัน
เครือข่ายฯ ขอถามพรรคการเมืองทุกพรรคตรง ๆ ว่า
“ท่านจะยอมรับความจริงนี้แล้วนำกัญชากลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดหรือไม่ หรือจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ปล่อยให้ประชาชนและเยาวชนเจ็บป่วย เสพติด และวิกลจริตจากการใช้กัญชาที่ถูกปลดจากการเป็นยาเสพติดต่อไป”
สำหรับ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นนโยบายนี้ เครือข่ายฯ ขอพูดอย่างตรงไปตรงมาด้วยความหวังดีว่า
“พรรคภูมิใจไทยยอมรับหรือไม่ ว่าการปลดล็อคกัญชาเสรี ไม่ได้แค่ทำเพื่อการแพทย์ แต่ทำให้เกิดการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการด้วย เพราะไม่มีประเทศไหนในโลกที่ปลดล็อคกัญชาเฉพาะเพื่อการแพทย์แล้วทำให้กัญชาสามารถปลูกและใช้ได้เสรีอย่างกว้างขวางแบบนี้
อีกทั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในอดีตได้ทำอาหารผสมกัญชาและกินโชว์ประชาชนผ่านสื่อ ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนใช้กัญชานอกเหนือไปจากการใช้เพื่อการแพทย์เท่านั้น จนทำให้เกิดการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการอย่างกว้างขวาง และพรรคภูมิใจไทยยอมรับไหมว่า
การปลดล็อคกัญชาเสรีเป็นการกระทำที่ผิดพลาด เพราะวันที่ปลดล็อคกัญชาเสรีเมื่อสามปีก่อน ไม่มีกฎหมายใดๆ ควบคุมในขณะนั้น ทำให้มีการซื้อขายกัญชากันอย่างง่ายดาย เข้าไปถึงเยาวชนได้อย่างสะดวก ทำให้พ่อค้ากัญชาได้ประโยชน์มากมาย ก่อนที่จะมีมาตรการมาควบคุมภายหลังเพียงเล็กน้อย
ถ้าหากพรรคภูมิใจไทย กล้ายอมรับความผิดพลาด และนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดประเภทที่ 5 เช่นเดิม นี่จะไม่ใช่ความพ่ายแพ้ทางการเมือง แต่คือ การแสดงภาวะผู้นำที่แท้จริงและเป็นทางเดียวที่จะเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา สโลแกน “พูดแล้วทำ” จะมีความหมายก็ต่อเมื่อกล้ายอมรับว่า เมื่อ พูดผิด และทำพลาดแล้ว ได้ลงมือแก้ไขทันที”
ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลปัจจุบันและในอนาคตหยุดนโยบายกัญชา เพื่อสันทนาการทันที ก่อนที่สังคมไทยจะเสียหายไปมากกว่านี้