thansettakij
thansettakij
ราชกิจจานุเบกษา ประกาศตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์”

ราชกิจจาฯ ประกาศตั้ง "บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์" คุมเข้ม หวั่นกระทบค่าไฟ-น้ำ

14 ส.ค. 69 | 03:16 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ส.ค. 69 | 03:16 น.

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” หวังคุมเข้มธุรกิจไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน

KEY

POINTS

  • รัฐบาลได้จัดตั้ง "คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์" ขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลโดยเฉพาะ เนื่องจากกังวลว่าการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมหาศาลของธุรกิจนี้อาจส่งผลกระทบต่อค่าสาธารณูปโภค ความมั่นคงด้านพลังงาน และทรัพยากรน้ำของประเทศ
  • คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติในการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การประกอบกิจการสมดุลกับการใช้พลังงานสะอาด ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม
  • โครงสร้างของคณะกรรมการประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีจากกระทรวงสำคัญ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธาน เพื่อบูรณาการการกำกับดูแล

วันที่ 13 สิงหาคม 2569  ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. 2569 ความว่า

ดาต้าเซ็นเตอร์แม้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมและธุรกิจแห่งอนาคต แต่ก็ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมากในการประกอบกิจการ ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในกิจกรรมอื่น ๆ ของประเทศก็เพิ่มสูงขึ้นโดยต่อเนื่อง และประเทศมีข้อจำกัดในการเพิ่มปริมาณการผลิตไฟฟ้าและการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล การประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ จึงอาจกระทบต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า ราคาค่าไฟฟ้า และการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชน ทั้งอาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศโดยรวม 

ทั้งกิจการนี้ก่อให้เกิดความร้อนสูง หากไม่มีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอัคคีภัยทั้งต่อสถานประกอบการเองและต่อผู้อยู่อาศัยและชุมชนบริเวณใกล้เคียง กับเป็นกิจการที่ต้องใช้ทรัพยากรน้ำปริมาณมากในการทำความเย็น จึงกระทบต่อปริมาณน้ำประปาและน้ำดิบสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภคของประชาชน การประกอบเกษตรกรรม อุตสาหกรรมอื่น และสิ่งแวดล้อม

จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีนโยบายเกี่ยวกับการประกอบกิจการนี้ให้ชัดเจน เพื่อให้การประกอบกิจการนี้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประชาชนและประเทศชาติในภาพรวม มีการจัดสรรการใช้พลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ทุกภาคส่วน ประสิทธิผลในการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของชาติ การป้องกันปัญหาอัคคีภัยและมลพิษต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการนี้ดังที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. 2569”

ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 3 ในระเบียบนี้
“ดาต้าเซ็นเตอร์” หมายความว่า อาคาร สถานที่ หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีและใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวม เก็บ ประมวลผล รับฝาก หรือรับส่งข้อมูลโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่บริษัทในเครือ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์

ข้อ 4 ให้มีคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ประกอบด้วย

(1) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่ง เป็นประธานกรรมการ

(2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองประธานกรรมการคนที่ 1

(3) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รองประธานกรรมการคนที่ 2

(4) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รองประธานกรรมการคนที่ 3

(5) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

(6) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสามคน
ให้เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ
ให้ข้าราชการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมอบหมายจำนวนไม่เกินสองคน เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ข้อ 5 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระ

ข้อ 6 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(1) ตาย

(2) ลาออก

(3) นายกรัฐมนตรีให้ออก

ข้อ 7 ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มหรือแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งเพิ่มหรือแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นมีวาระเหลืออยู่เท่ากับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งอยู่ในตำแหน่งหรือผู้ซึ่งตนแทน แล้วแต่กรณี

ข้อ 8 การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทนตามลำดับ

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

ข้อ 9 ให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(1) เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจ ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักร ต่อคณะรัฐมนตรี

(2) ศึกษาวิเคราะห์ และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี

(3) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือทำการใด ๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

(4) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

นโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติตาม (1) นอกจากต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมแล้ว ต้องมุ่งให้มีการใช้พลังงานสะอาด การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด ประสิทธิผลในการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ การผังเมือง การรักษาความปลอดภัยสาธารณะ  โดยเฉพาะจากอัคคีภัย การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ การป้องกันและเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่โดยปกติสุขของประชาชนและชุมชน และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศด้วย

เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติตาม (1) หรือ (2) แล้ว ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีนั้น และรายงานผลการดำเนินการต่อคณะกรรมการเพื่อทราบทุกสามเดือน ในกรณีที่มีปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวในเรื่องใด ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องนั้น

ข้อ 10 ค่าใช้จ่ายสำหรับเบี้ยประชุม ค่าตอบแทน รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ ให้เบิกจ่ายได้ตามระเบียบของทางราชการ โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ข้อ 11 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้

ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีวินิจฉัยเป็นประการใดแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามนั้น

ประกาศ ณ วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี 

อ่านรายละเอียดราชกิจจาฯฉบับเต็มที่นี่