thansettakij
thansettakij
Data Center ไทยต้องเป็น“ผู้เลือก” ไม่ใช่“ผู้ถูกเลือก”

Data Center ไทยต้องเป็น“ผู้เลือก” ไม่ใช่“ผู้ถูกเลือก”

11 ส.ค. 69 | 23:00 น.

Data Center ไทยต้องเป็น“ผู้เลือก” ไม่ใช่“ผู้ถูกเลือก” : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจ ออนไลน์

KEY

POINTS

  • การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากในไทย สร้างความกังวลเรื่องการใช้ทรัพยากรของประเทศ โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งอาจมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด
  • ต้องพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุนให้มากกว่าตัวเลขเม็ดเงิน โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับจริง เช่น การจ้างงานทักษะสูง และ ภาระต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ควรตกอยู่กับประชาชน
  • ประเทศไทยควรเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ถูกเลือก" ที่รับทุกการลงทุน มาเป็น "ผู้เลือก" โดยคัดสรรโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ

*** ในยุคที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มตัว และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ Data Center ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ และช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยก็ต้องเรียกว่า “เนื้อหอม” ในสายตานักลงทุน Data Center เพราะบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ทยอยนำเงินเข้ามาลงทุน ขณะที่ภาครัฐก็เปิดประตูต้อนรับอย่างเต็มที่ เพราะหวังให้เม็ดเงินมหาศาลเหล่านี้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

แต่ปัญหาที่เจ๊เมาธ์เริ่มมองเห็นในวันนี้ ไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะดึง Data Center เข้ามาได้อีกกี่แห่ง...แต่กลายเป็นว่าประเทศไทยพร้อมแค่ไหน และพร้อมหรือไม่ที่จะรองรับการลงทุนเหล่านี้ 

 

จากข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันไทยมี Data Center ราว 60 แห่ง และมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI มากกว่า 40 โครงการ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยประมาณ 70% กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ EEC แต่ตัวเลขที่น่าจับตากว่านั้นคือ หากโครงการที่ยื่นขอใช้ไฟฟ้าไว้ทั้งหมดเดินเครื่องเต็มกำลัง อาจมีความต้องการไฟฟ้ารวมเกือบ 30,000 MW เทียบกับกำลังผลิตติดตั้งของประเทศราว 55,000 MW

หนักที่สุดคงหนีไม่พ้นไปจากเรื่องของ “ไฟฟ้า” เพราะ Data Center โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ และศูนย์ที่รองรับ AI เป็นธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทั้งไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญ Data Center ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว อาจใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าบ้านเรือนถึง 15,000-75,000 หลัง

พูดตรง ๆ ก็คือ ประเทศไทยมีไฟฟ้าเพียงพอที่จะรองรับ Data Center จำนวนมากที่กำลังจะเข้ามา โดยไม่กระทบผู้ใช้ไฟทั่วไปจริงหรือไม่ และถ้าไม่พอ หรือมีพอแบบเฉียด ๆ จะหาไฟฟ้าจากไหนมารองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

เพราะหากต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ขยายระบบสายส่ง หรือเร่งลงทุนพลังงานสะอาดเพื่อรองรับ Data Center โดยเฉพาะต้นทุนเหล่านี้จะตกอยู่กับใคร...จะเป็นนักลงทุนที่เข้ามาใช้ไฟ หรือสุดท้ายแล้วประชาชนผู้ใช้ไฟทั้งประเทศจะต้องช่วยกันรับภาระ

อีกเรื่องที่ต้องจับตาไม่แพ้ไฟฟ้าคือ “น้ำ” เนื่องจากว่า Data Center ต้องใช้น้ำในระบบระบายความร้อน เพื่อควบคุมอุณหภูมิของอุปกรณ์ ยิ่งศูนย์ข้อมูลมีขนาดใหญ่และมีการใช้งานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการน้ำก็ยิ่งมีมากเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เมื่อพูดถึง Data Center อย่ามองแค่ตัวเลขว่า “ลงทุนกี่แสนล้านบาท” แต่ต้องถามให้ครบว่า “ใช้ไฟเท่าไร ใช้น้ำเท่าไร และถ้าเกิดภัยแล้งขึ้นมา...จะเอาน้ำมาจากไหน”

อย่าลืมว่า...ทรัพยากรของประเทศไม่ได้มีให้ใช้แบบไม่มีวันหมด!

ความกังวลเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ เพราะหลายประเทศเริ่มเจอบทเรียนจากการเร่งรับ Data Center มาแล้ว ไอร์แลนด์ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลาง Data Center ของยุโรป ต้องเผชิญแรงกดดันด้านพลังงาน ขณะที่เนเธอร์แลนด์เคยออกมาตรการจำกัดการสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ในบางพื้นที่ 

ส่วนรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มี Data Center หนาแน่นที่สุดในโลก ก็ต้องรับมือกับเสียงจากระบบระบายความร้อน ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงความกังวลเรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า และ พื้นที่ประวัติศาสตร์

เพราะถ้า Data Center เข้ามาใช้ไฟ ใช้น้ำ ใช้ที่ดิน และ ใช้โครงสร้างพื้นฐานของไทย แต่สร้างงานคุณภาพสูงให้คนไทยไม่มาก ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และมูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ไหลกลับไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ เจ๊เมาธ์ก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า แล้วประเทศไทยได้อะไรกลับมาจริงหรือ

ยิ่งในช่วงที่สภาพอากาศทั่วโลกมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องนี้ยิ่งต้องคิดให้รอบคอบ เพราะหากไทยนำทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำไปผูกกับ Data Center จำนวนมากโดยไม่มีแผนรองรับ เมื่อเกิดภัยแล้ง หรือสภาพอากาศรุนแรงขึ้นมา ปัญหาอาจไม่ได้จบแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่อาจกระทบไปถึงเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศได้ 

หมายความว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้ก่อนที่จะเห็นแก่คำว่า “ลงทุนมหาศาล” ก็คือ เงินลงทุนจำนวนมากไม่ได้แปลว่า ประเทศจะได้ประโยชน์มากเสมอไป และต้องเลิกวัดความสำเร็จด้วยคำว่า “เม็ดเงินลงทุนกี่แสนล้านบาท” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่า มูลค่าเพิ่มเหลืออยู่ในประเทศไทยเท่าไร คนไทยได้ทักษะเพิ่มขึ้นแค่ไหน มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากน้อยเพียงใด ใช้ไฟและน้ำอย่างคุ้มค่าหรือไม่ 

ที่สำคัญ ต้นทุนของการลงทุนจะต้องไม่ถูกผลักกลับมาให้ประชาชนเป็นคนแบกรับ

ถึงแม้ว่า Data Center อาจเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยได้จริง แต่ถ้าเลือกไม่ดี เครื่องยนต์ตัวนี้ก็อาจกลายเป็นเครื่องจักร ที่กินไฟ กินน้ำ จนถึงขั้นอาจกลายเป็นการ “ล้างผลาญ” ทรัพยากรของประเทศให้เสียหายมากกว่าผลประโยชน์ที่ทิ้งเอาไว้ก็เป็นได้

ดังนั้น จากนี้ไปประเทศไทยไม่ควรเป็นฝ่ายวิ่งไล่ขอให้ Data Center มาเลือกเรา แต่ต้องถึงเวลาที่ไทยเป็นฝ่ายเลือกแล้วว่า Data Center แบบไหนถึงจะคู่ควรกับทรัพยากรของประเทศ เพราะการลงทุนที่ดี ไม่ใช่การลงทุนที่ใหญ่ที่สุด แต่ต้องเป็นการลงทุนที่ใช้ทรัพยากรของไทยอย่างคุ้มค่า สร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจ และ สร้างอนาคตให้คนไทยได้มากที่สุดนั่นเองเจ้าค่ะ