เปิด 5 ภารกิจแรก บอร์ด Data Center คุมไฟ น้ำ ใบอนุญาต สิ่งแวดล้อม
ครม.ตั้งบอร์ด Data Center วางกรอบกำกับการลงทุนยุคใหม่ เปิด 5 ภารกิจเร่งด่วน แก้จองน้ำซ้ำซ้อน รวมศูนย์อนุญาต จัดโซนนิ่ง เพิ่ม Local Content และคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม
KEY
POINTS
- จัดการปัญหาการใช้ทรัพยากร: คณะกรรมการจะแก้ไขปัญหาการจองน้ำซ้ำซ้อนที่ทำให้การวางแผนจัดสรรทรัพยากรคลาดเคลื่อน และจะผลักดันการจัดโซนนิ่งเพื่อกระจายการลงทุนไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ที่มีความพร้อมด้านไฟฟ้าและน้ำ ลดการกระจุกตัวในพื้นที่ EEC
- รวมศูนย์การอนุญาตและส่งเสริมเศรษฐกิจไทย: จัดตั้งกลไกกำกับดูแลแบบศูนย์กลาง (Single Point) เพื่อรวมขั้นตอนการขอใบอนุญาตที่เคยกระจัดกระจายไว้ที่เดียว พร้อมทั้งพิจารณาข้อเสนอกำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและแรงงานในประเทศ (Local Content) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ
- ควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน: กำหนดมาตรฐานเพื่อกำกับดูแลผลกระทบจากการดำเนินงานของดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งมลพิษทางเสียง ความร้อน น้ำเสีย และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความยั่งยืน
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ หลังเม็ดเงินลงทุนดาต้าเซนเตอร์ (Data Center) และ Data Hosting ทะลักเข้าประเทศต่อเนื่อง โดยข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ปี 2568 มีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนถึง 37 โครงการ มูลค่า 736,558 ล้านบาท ขณะที่เพียงช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 มีคำขออีก 7 โครงการ มูลค่า 872,494 ล้านบาท ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนในธุรกิจดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
การเติบโตดังกล่าวทำให้รัฐบาลเริ่มเผชิญโจทย์ใหม่ที่ไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุน แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ ทั้งกำลังผลิตไฟฟ้า แหล่งน้ำ ระบบสื่อสาร ความปลอดภัยของข้อมูล ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม หลังพบว่าหลายโครงการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก และเริ่มเกิดปัญหาการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง
ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 จึงมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการด้าน Data Center เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย มาตรฐาน และกรอบการกำกับดูแลการลงทุนทั้งระบบ โดยนอกจากการส่งเสริมการลงทุนแล้ว ยังมีภารกิจสำคัญในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เริ่มปรากฏชัดจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตนี้
บอร์ด Data Center มีไว้ทำไม
องค์ประกอบของ คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ มีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นรองประธาน พร้อมกรรมการโดยตำแหน่งระดับปลัดกระทรวงและหัวหน้าหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง เกษตรฯ ทส. พลังงาน มหาดไทย ดีอี อุตสาหกรรม พาณิชย์ เลขาธิการ BOI เลขาธิการ กกพ. เลขาธิการ กสทช. เลขาธิการ สทนช. ผู้อำนวยการ สนพ. รวมทั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 3 คน
คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจเสนอ นโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติ ให้หน่วยงานของรัฐใช้ประกอบการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน และให้บริการแก่ผู้ประกอบการ Data Center รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินงานเฉพาะด้าน ตลอดจนปฏิบัติภารกิจอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
นอกจากนี้ ร่างระเบียบยังกำหนดให้ทุกนโยบายต้องคำนึงถึง การใช้พลังงานสะอาด ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การผังเมือง ความปลอดภัยสาธารณะ การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูล การป้องกันและเยียวยาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการทุก 3 เดือน และหากเกิดปัญหาในการปฏิบัติตามมติ ครม. คณะกรรมการสามารถเสนอแนวทางแก้ไขต่อคณะรัฐมนตรีได้ทันที
ภารกิจที่ 1 แก้ปัญหาจองน้ำซ้ำซ้อน
หนึ่งในปัญหาที่รัฐบาลพบ คือ การจองน้ำซ้ำซ้อนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เนื่องจากผู้ลงทุนหลายรายทำสัญญาซื้อขายน้ำกับผู้ให้บริการหลายแห่งพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EASTW บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด และการประปาส่วนภูมิภาค เพื่อสำรองความเสี่ยงด้านการใช้น้ำสำหรับระบบหล่อเย็น
ตัวอย่างเช่น หากโครงการ Data Center แห่งหนึ่งต้องการใช้น้ำจริง 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่เพื่อป้องกันความเสี่ยงผู้ลงทุนไปทำสัญญาจองน้ำกับผู้ให้บริการ 3 ราย รายละ 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ระบบของภาครัฐจะเห็นตัวเลขความต้องการน้ำรวม 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทั้งที่โครงการใช้น้ำจริงเพียง 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ส่งผลให้การประเมินความต้องการใช้น้ำสูงกว่าความเป็นจริงถึง 3 เท่า และอาจนำไปสู่การวางแผนลงทุนระบบท่อส่งน้ำ อ่างเก็บน้ำ และการจัดสรรทรัพยากรคลาดเคลื่อน
แม้ในทางปฏิบัติจะใช้น้ำจริงเพียงรายเดียว แต่การทำสัญญาหลายแห่งพร้อมกัน ทำให้ตัวเลขความต้องการใช้น้ำในระบบสูงเกินความเป็นจริง ส่งผลให้ภาครัฐประเมินความต้องการน้ำคลาดเคลื่อน กระทบต่อการวางแผนจัดสรรน้ำ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารทรัพยากรในระยะยาว
ภารกิจที่ 2 รวมศูนย์การอนุญาต
รัฐบาลยังพบว่า Data Center ยังไม่มีระบบอนุญาตเฉพาะ ทำให้ผู้ประกอบการต้องติดต่อหลายหน่วยงาน ทั้ง BOI กสทช. การไฟฟ้า การประปา และหน่วยงานด้านผังเมือง ส่งผลให้การกำกับดูแลเป็นแบบแยกส่วน และไม่มีหน่วยงานใดเห็นภาพรวมของการใช้ทรัพยากรทั้งหมด
แนวทางแก้ไข คือ การผลักดันให้เกิดกลไกกำกับแบบศูนย์กลาง (Single Point) พร้อมกำหนดแนวทางดูแลผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ดำเนินการแล้ว ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ (Audit) ด้านการใช้น้ำ อุณหภูมิ และเสียง กลุ่มที่ได้รับอนุมัติแล้วแต่ยังไม่ก่อสร้าง ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์เพิ่มเติม และกลุ่มที่จะขออนุญาตในอนาคต ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่อย่างเต็มรูปแบบ
ภารกิจที่ 3 จัดโซนนิ่งการลงทุน
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญ คือ การกระจุกตัวของ Data Center ในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและระยอง ซึ่งมีความพร้อมด้านไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ความต้องการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
รัฐบาลจึงมีแนวคิดผลักดันการจัดโซนนิ่งพื้นที่ลงทุน โดยเสนอให้พิจารณาพื้นที่ใกล้เหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งมีโรงไฟฟ้าและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่รองรับการใช้งานโดยเฉพาะ ลดผลกระทบต่อการใช้น้ำของภาคครัวเรือนและภาคเกษตร พร้อมเตรียมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังคงให้น้ำหนักกับพื้นที่ที่มีระบบนิเวศพร้อมอยู่แล้ว เช่น EEC สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ราชบุรี และขอนแก่น ซึ่งมีความได้เปรียบด้านกำลังไฟฟ้า แหล่งน้ำ ระบบสื่อสาร และการเชื่อมต่อโครงข่ายหลัก
ภารกิจที่ 4 เพิ่ม Local Content
แม้เม็ดเงินลงทุน Data Center จะมีมูลค่าสูง แต่ภาคอุตสาหกรรมมองว่า การใช้วัตถุดิบและบริการภายในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 15-20% ขณะที่อุตสาหกรรมประเภทอื่นมี Local Content เฉลี่ย 60-80%
นายนพเดช กรรณสูต นายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้หารือกับภาครัฐและ BOI เพื่อเสนอให้กำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และผู้ประกอบการไทยก่อนอนุมัติส่งเสริมการลงทุน Data Center เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ข้อเสนอดังกล่าวจะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานด้านแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) และคณะทำงานส่งเสริมการลงทุน โดย ส.อ.ท.เสนอให้ศึกษารูปแบบของมาเลเซีย ซึ่งกำหนดให้โครงการ Data Center ใช้ Local Content และแรงงานในประเทศในสัดส่วนประมาณ 40% รวมถึงเสนอให้เปิดทางซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงผ่านระบบ Third Party Access (TPA) เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่มั่นคงของ Data Center โดยไม่เพิ่มภาระต้นทุนไฟฟ้าของประชาชนและภาคธุรกิจขนาดเล็ก
ภารกิจที่ 5 ดูแลสิ่งแวดล้อมและป้องกันมลพิษ
อีกภารกิจสำคัญของบอร์ดชุดใหม่ คือ การกำกับดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานของ Data Center ทั้งมลพิษทางเสียงจากระบบระบายความร้อนและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ความร้อนที่ปล่อยออกสู่พื้นที่โดยรอบ การจัดการน้ำเสียจากระบบหล่อเย็น และการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ที่เกิดจากการเปลี่ยนอุปกรณ์ไอทีเมื่อหมดอายุการใช้งาน
นอกจากนี้ คณะกรรมการยังต้องกำหนดมาตรฐานด้านการใช้พลังงานสะอาด การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การป้องกันผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงกำหนดกลไกเยียวยาหากเกิดผลกระทบจากการดำเนินกิจการ เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center เป็นไปควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญหลังจากนี้ ไม่ได้อยู่ที่การตั้งคณะกรรมการเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและสามารถบังคับใช้ได้จริง ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลกลาง การกำหนดพื้นที่รองรับการลงทุน การยกระดับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและแรงงานไทย รวมถึงการสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับล้านล้านบาท กับการรักษาผลประโยชน์ด้านทรัพยากรและคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน






