thansettakij
thansettakij
เปิดผลรับฟังความเห็น ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยในสถานศึกษา เด็ก-ผู้ใหญ่เห็นต่าง

เปิดผลรับฟังความเห็น ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยในสถานศึกษา เด็ก-ผู้ใหญ่เห็นต่าง

12 ส.ค. 69 | 06:11 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ส.ค. 69 | 06:29 น.

27,367 เสียงเด็กไทยพูดอะไรบ้างเกี่ยวกับกฎหมายความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารในสถานศึกษา หรือ กฎหมายการใช้คุมมือถือในโรงเรียน เมื่อผลโหวตของนักเรียนสวนทางกลุ่มข้าราชการอย่างชัดเจน พร้อมข้อเสนอสุดล้ำเปลี่ยนแนวคิดทั้งฉบับ

KEY

POINTS

  • ผลการรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยในสถานศึกษา พบความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มผู้ใหญ่ (ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ) ที่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่เห็นด้วยในระดับปานกลาง
  • ประเด็นที่ทั้งสองกลุ่มมีความกังวลและเห็นด้วยน้อยที่สุดตรงกัน คือ "การยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่" เมื่อทำลายสิ่งของต้องห้ามที่ยึดมา
  • นักเรียนนักศึกษากว่า 27,000 คนที่ร่วมแสดงความเห็น เสนอให้ปรับแก้กฎหมายจากการเน้น "ควบคุมและลงโทษ" ไปสู่การ "ส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัล" และขยายนิยามความปลอดภัยให้ครอบคลุมภัยออนไลน์
  • แม้จะมีความเห็นต่างในรายละเอียด แต่ภาพรวมส่วนใหญ่ยังเห็นด้วยกับหลักการของกฎหมาย ทำให้คาดว่าร่าง พ.ร.บ. จะถูกนำไปปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของเยาวชนเพื่อเดินหน้าต่อไป

ฐานเศรษฐกิจ เจาะลึก "ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารในสถานศึกษา" ต่อเนื่องเป็นตอนที่ 2 ซึ่งเป็นการเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะ หลังจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้เดินหน้าเปิดรับฟังความคิดเห็นถึง 3 ช่องทาง ครอบคลุมทั้งข้าราชการ ประชาชนทั่วไป และตัวนักเรียนนักศึกษาเจ้าของปัญหาโดยตรง รวมผู้แสดงความเห็นทั้งสิ้นกว่า 27,500 คน

และเมื่อนำผลทั้งหมดมาเทียบกันแล้ว กลับพบภาพที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเสียงของผู้ใหญ่กับเสียงของเด็ก กลับไม่ได้มองกฎหมายฉบับนี้ไปในทิศทางเดียวกันเสียทีเดียว

สามช่องทาง หนึ่งคำถาม แต่ผู้ตอบต่างกันลิบลับ

ก่อนจะเจาะลึกผลคะแนน ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการรับฟังความเห็นครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 รอบ ที่มีองค์ประกอบผู้ตอบแบบสอบถามต่างกันอย่างสิ้นเชิง

รอบแรก ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (law.go.th) ระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2568 มีผู้ตอบแบบสอบถามรวม 73 คน

ในจำนวนนี้เป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐถึง 65 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 89.04 ตามมาด้วยประชาชนทั่วไป 8 คน คิดเป็นร้อยละ 10.96

และที่น่าตกใจคือมีนักเรียนหรือนักศึกษาตอบแบบสอบถามในช่องทางนี้ 0 คน หรือร้อยละ 0.00

ผู้ตอบส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 65.75 และอาศัยอยู่ในภาคกลางถึงร้อยละ 64.38

รอบที่สอง ผ่าน Google Form ในช่วงเวลาเดียวกัน มีผู้ตอบเพิ่มอีก 157 คน ซึ่งยังคงเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐถึงร้อยละ 94.90 มีนักเรียนนักศึกษาตอบเพียง 2 คน หรือร้อยละ 1.30 เท่านั้น สัดส่วนเพศเริ่มสมดุลขึ้นเล็กน้อยที่ชาย 51% หญิง 47.1%

รอบที่สาม ซึ่งเป็นรอบที่เปิดเพิ่มเติมเฉพาะกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ผ่าน Google Form ระหว่างวันที่ 15 กันยายน ถึง 15 ตุลาคม 2568 กลับมีผู้ตอบแบบสอบถามพุ่งสูงถึง 27,367 คน มากกว่าสองรอบแรกรวมกันกว่า 118 เท่า

โดยเป็นนักเรียนนักศึกษาตัวจริงถึง 24,704 คน หรือร้อยละ 90.60 เป็นเพศหญิงมากกว่าชายอย่างชัดเจนที่ร้อยละ 60.50 ต่อ 37.30 และกระจายตัวตามภูมิภาคค่อนข้างทั่วถึง ตั้งแต่ภาคกลางร้อยละ 37.60 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 18.40 ภาคตะวันออกร้อยละ 17.70 ภาคใต้ร้อยละ 15.50 ไปจนถึงภาคเหนือและภาคตะวันตก

เสียงจากข้าราชการและผู้มีส่วนได้เสีย เห็นด้วยกับกฎหมายทุกประเด็น

ผลจากทั้งสองช่องทางแรกไปในทิศทางเดียวกันชัดเจน คือ "เห็นด้วยมากที่สุด" กับแทบทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นหลักการของกฎหมาย เหตุผลความจำเป็น ชื่อกฎหมาย นิยามศัพท์ อำนาจกำหนดสิ่งของต้องห้าม ไปจนถึงอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการค้นและยึด

ยกตัวอย่างตัวเลขที่ชัดเจน ประเด็นการเสนอให้มีร่างกฎหมายฉบับนี้ ผู้ตอบผ่าน law.go.th เห็นด้วยมากที่สุดถึงร้อยละ 53.42 คะแนนเฉลี่ย 5.12 จาก 6 คะแนน

ส่วนประเด็นอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการค้น ตรวจยึด เข้าไปในสถานศึกษา ก็ยังได้คะแนนเฉลี่ยสูงถึง 4.60-4.87 ในทั้งสองช่องทาง สะท้อนว่าฝั่งข้าราชการมองว่ากฎหมายนี้จำเป็นและเนื้อหาส่วนใหญ่เหมาะสมแล้ว

แต่มีจุดหนึ่งที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน คือประเด็นการยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่เมื่อทำลายสิ่งของต้องห้ามตามมาตรา 7 วรรคสอง ซึ่งในกลุ่มผู้ตอบมีคนตอบว่า "ไม่เห็นด้วย" สูงถึง 17 คน จาก 73 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 23.29 ซึ่งสูงกว่าทุกประเด็นอื่นในชุดคำถามเดียวกัน และทำให้คะแนนเฉลี่ยของข้อนี้ตกลงมาเหลือเพียง 4.04 ซึ่งต่ำที่สุดในบรรดา 23 ข้อคำถามทั้งหมดของกลุ่มนี้

สะท้อนว่าแม้แต่คนในแวดวงราชการเองก็ยังกังขากับการให้อำนาจที่ปราศจากความรับผิดชอบทางกฎหมายเช่นนี้ ไม่ต่างจากที่นักกฎหมายหลายคนตั้งข้อสังเกตเรื่องหลักความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐโดยทั่วไป

นอกจากนี้ ประเด็น "ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ" และ "ความได้สัดส่วน" ของมาตรการทางกฎหมาย ก็เป็นอีกสองประเด็นที่คะแนนเห็นด้วยมากที่สุดลดต่ำลงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของกลุ่มข้าราชการเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ตอบผ่าน law.go.th ซึ่งมีสัดส่วนเห็นด้วยปานกลางสูงถึงร้อยละ 24.66 ในประเด็นความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

เสียงจากนักเรียนนักศึกษา 27,367 คน: กลุ่มใหญ่ที่สุดแต่เห็นต่างที่สุด

ความน่าสนใจที่สุดของการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้อยู่ที่รอบเพิ่มเติมจากนักเรียนนักศึกษาโดยตรง ซึ่งไม่เพียงมีจำนวนผู้ตอบมากที่สุดในบรรดาสามช่องทาง แต่รูปแบบคำตอบยังแตกต่างจากกลุ่มข้าราชการอย่างเป็นระบบ

สิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนที่สุดคือ แทบทุกประเด็นในกลุ่มนี้ คำตอบที่มีสัดส่วนมากที่สุดไม่ใช่ "เห็นด้วยมากที่สุด" เหมือนกลุ่มผู้ใหญ่ แต่เป็น "เห็นด้วยปานกลาง" แทบทั้งหมด

ตั้งแต่ประเด็นหลักการของกฎหมาย (35.30%) ชื่อกฎหมาย (37.30%) นิยามศัพท์ (35.10%) อำนาจการค้นและยึด (35.30%) ไปจนถึงอำนาจของรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง (42.20%)

รูปแบบการกระจายคำตอบเช่นนี้ต่างไปจากกลุ่มข้าราชการที่คำตอบมักกระจุกตัวอยู่ที่ "เห็นด้วยมากที่สุด" เป็นอันดับหนึ่งเสมอ

คะแนนเฉลี่ยความเห็นด้วยในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาอยู่ที่ราว 4.25-4.80 คะแนน จากคะแนนเต็ม 6 ซึ่งต่ำกว่ากลุ่มข้าราชการที่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 4.5-5.3 คะแนนอย่างเห็นได้ชัด แม้ค่าเฉลี่ยของนักเรียนนักศึกษาจะยังอยู่ในเกณฑ์ "เห็นด้วยมาก" ตามเกณฑ์การแปลผล แต่ก็เป็นความเห็นด้วยที่มาพร้อมเงื่อนไขและความระมัดระวังมากกว่า ไม่ใช่ความเห็นด้วยแบบเต็มใจสุดตัวเหมือนฝั่งผู้ใหญ่

เมื่อไล่เรียงดูเป็นรายประเด็น พบว่าข้อที่นักเรียนนักศึกษาให้คะแนนเห็นด้วยต่ำที่สุดคือเรื่อง "การยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่เมื่อทำลายสิ่งของต้องห้าม" ซึ่งได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 4.25 และมีคนตอบ "ไม่เห็นด้วย" ถึง 2,204 คน หรือร้อยละ 8.10 ซึ่งเป็นสัดส่วนไม่เห็นด้วยสูงสุดในบรรดาคำถามทั้งหมดของกลุ่มนี้  

ตามมาด้วยประเด็น "อำนาจกระทรวงศึกษาธิการในการกำหนดสิ่งของต้องห้าม" ซึ่งได้คะแนนเฉลี่ย 4.38 และมีผู้ไม่เห็นด้วยถึง 1,917 คน หรือร้อยละ 7.00

สะท้อนว่าทั้งสองประเด็นนี้เป็นจุดที่นักเรียนนักศึกษากังวลตรงกับกลุ่มข้าราชการ เพียงแต่ระดับความกังวลของฝั่งนักเรียนเข้มข้นและมีจำนวนคนแสดงความเห็นมากกว่าในเชิงตัวเลขสัมบูรณ์

ที่น่าสังเกตอีกจุดคือ ประเด็นเรื่อง "ความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ" และ "ความได้สัดส่วน" ของมาตรการทางกฎหมาย ซึ่งเป็นคำถามเชิงหลักการมากกว่ารายมาตรา นักเรียนนักศึกษาก็ยังคงตอบ "เห็นด้วยปานกลาง" เป็นส่วนใหญ่เช่นกัน (41.60% และ 41.20% ตามลำดับ)

ซึ่งบ่งชี้ว่าความกังวลของเยาวชนไม่ได้จำกัดอยู่แค่รายละเอียดปลีกย่อย แต่ลงลึกไปถึงคำถามเชิงโครงสร้างว่ากฎหมายฉบับนี้จำกัดสิทธิเสรีภาพของพวกเขาอย่างเหมาะสมหรือไม่

เมื่อเสียงเรียกร้องนำไปสู่วิสัยทัศน์ใหม่ทั้งฉบับ

สิ่งที่ทำให้รายงานการรับฟังความคิดเห็นฉบับนี้มีสีสันมากที่สุด คือข้อเสนอแนะเพิ่มเติมกว่า 25 ข้อที่หลากหลายและลึกซึ้งเกินกว่าที่หลายคนคาดคิด ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

กลุ่มที่หนึ่ง: เปลี่ยนกรอบคิดทั้งฉบับ ผู้แสดงความเห็นจำนวนหนึ่งเสนอให้ปรับหลักการทั้งฉบับใหม่ทั้งหมด จากกฎหมาย "ควบคุมและลงโทษ" ให้กลายเป็นกฎหมาย "ส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัล" โดยเสนอปรับหลักการและเหตุผลใหม่ให้เน้นการส่งเสริมให้เด็กเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีได้เต็มศักยภาพ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล มองว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเป็น "ปัจจัยพื้นฐานที่หลอมรวมอยู่กับการเรียนรู้ การสื่อสาร และการดำเนินชีวิตในทุกมิติ" ไม่ใช่สิ่งที่ต้องระวังหรือจำกัดเป็นหลัก

กลุ่มที่สอง: ขยายนิยามให้ครอบคลุมภัยยุคใหม่ มีข้อเสนอให้ขยายนิยามคำว่า "ความปลอดภัย" ให้ครอบคลุมถึงความปลอดภัยทางดิจิทัล การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การคุกคามทางเพศออนไลน์ การฉ้อโกง การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และสุขภาวะดิจิทัล ซึ่งเป็นมิติที่ร่างกฎหมายฉบับเดิมแทบไม่ได้แตะต้องเลย เพราะร่างเดิมเน้นเรื่องสิ่งของทางกายภาพเป็นหลัก บางความเห็นถึงขั้นเสนอให้ยกเลิกนิยาม "พนักงานเจ้าหน้าที่" ที่เน้นอำนาจบังคับ แล้วแทนที่ด้วยแนวคิด "พลเมืองดิจิทัล" (Digital Citizenship) และ "การรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล" (Media, Information, and Digital Literacy - MIDL) แทน

กลุ่มที่สาม: เปลี่ยนวิธีจัดการเมื่อเด็กทำผิด ในมิติของกระบวนการจัดการเมื่อเด็กทำผิด มีข้อเสนอให้ใช้ "กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์" (Restorative Justice) แทนการลงโทษแบบเดิม เช่น การจัดวงสนทนาเพื่อการฟื้นฟู (Restorative Circle) ระหว่างผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ การทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เชิงสร้างสรรค์แทนการยึดอุปกรณ์แบบสร้างความอับอาย รวมถึงการออกแบบระบบการแทรกแซง 3 ระดับ (Three-Tiered Intervention System)

ได้แก่ ระดับที่หนึ่งการป้องกันเชิงรุกสำหรับทุกคน เช่น การบังคับใช้หลักสูตรพลเมืองดิจิทัลในทุกชั้นเรียน ระดับที่สองการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าสำหรับนักเรียนที่เริ่มมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การพูดคุยเชิงบวกกับครูที่ปรึกษาหรือนักจิตวิทยาโรงเรียน และระดับที่สามการช่วยเหลือเข้มข้นเฉพาะบุคคลสำหรับกรณีซับซ้อนหรือรุนแรง ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ปกครองและทีมสหวิชาชีพ

กลุ่มที่สี่: ปฏิรูปมาตรการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดขึ้น มีเสียงเรียกร้องให้ปรับปรุงมาตรการค้นและยึดให้สมดุลและเคารพสิทธิมากขึ้น เช่น เปลี่ยนเกณฑ์จาก "เหตุอันควรสงสัย" เป็น "พยานหลักฐานอันน่าเชื่อถือได้" เพื่อป้องกันการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ กำหนดกระบวนการที่ชัดเจนว่าการค้นตัวนักเรียนต้องกระทำในที่มิดชิด มีพยานอยู่ด้วยเสมอ และควรพิจารณาใช้เทคโนโลยีอย่างกล้องติดตัว (Body Camera) สำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อความโปร่งใส

นอกจากนี้ยังเสนอให้แยกประเภทการยึดให้ชัดเจนกว่าเดิม คือยึดถาวรเพื่อทำลายเฉพาะสิ่งของผิดกฎหมายร้ายแรงที่ต้องส่งมอบให้ตำรวจทันที ส่วนการยึดชั่วคราวต้องมีระบบจัดเก็บที่ปลอดภัยและมีบันทึกการรับคืนชัดเจน โดยเสนอให้ยกเลิกการยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่เมื่อกระทำการโดยประมาทเลินเล่อหรือจงใจ ซึ่งตรงกับผลคะแนนความไม่เห็นด้วยสูงในประเด็นนี้จากทั้งสามกลุ่มที่กล่าวไปข้างต้น

กลุ่มที่ห้า: ข้อเสนอเชิงโครงสร้างและการมีส่วนร่วม มีข้อเสนอให้จัดตั้ง "คณะกรรมการส่งเสริมพลเมืองดิจิทัลและความปลอดภัยในสถานศึกษา" ในทุกโรงเรียน ประกอบด้วยผู้อำนวยการเป็นประธาน ตัวแทนครู ตัวแทนผู้ปกครองที่มาจากการเลือกตั้ง และที่สำคัญที่สุดคือตัวแทนนักเรียนนักศึกษาที่มาจากการเลือกตั้งจากสภานักเรียน เพื่อร่วมกันจัดทำ "นโยบายการใช้งานเทคโนโลยีที่ยอมรับได้" (Acceptable Use Policy - AUP) ของแต่ละโรงเรียนเอง ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ไม่ใช่การกำหนดจากบนลงล่างเพียงฝ่ายเดียว บางข้อเสนอถึงขั้นแยกแยะประเภทของพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ออกเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่สิ่งผิดกฎหมายอาญาที่ต้องส่งให้ตำรวจจัดการ พฤติกรรมอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่นที่ต้องใช้ระบบแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือ ไปจนถึงการใช้งานที่ขัดต่อข้อตกลงของโรงเรียนซึ่งจัดการด้วยมาตรการเชิงบวก

กลุ่มที่หก: ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่จับต้องได้ บางความเห็นเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น ระบบ "สัญญาณไฟจราจร" (Traffic Light System) แบ่งพื้นที่โรงเรียนเป็นโซนแดง คือเขตห้ามใช้เด็ดขาด เช่น ห้องเรียนระหว่างการสอนหรือห้องสอบ โซนเหลือง คือเขตที่ใช้ได้เมื่อจำเป็นและในโหมดเงียบ เช่น โรงอาหารหรือห้องสมุด และโซนเขียว คือเขตที่ใช้ได้เสรี เช่น พื้นที่พักผ่อนหรือหลังเลิกเรียน นอกจากนี้ยังมีแนวคิดการนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้เพื่อการเรียน (Bring Your Own Device - BYOD) ซึ่งเป็นแนวทางที่โรงเรียนสมัยใหม่ทั่วโลกเริ่มนำมาใช้ ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของเครือข่ายโรงเรียนไปพร้อมกัน รวมถึงข้อเสนอให้ทบทวนความทันสมัยของกฎหมายทุก 3-5 ปี เพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็วมาก


ความคิดเห็นที่ยังไม่ตกผลึก: ก้าวต่อไปของร่างกฎหมาย

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด ตัวเลขเห็นด้วยในหลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้ยังคงอยู่ในระดับสูงทั้งจากกลุ่มข้าราชการและกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ไม่มีกลุ่มใดปฏิเสธความจำเป็นของกฎหมายฉบับนี้อย่างสิ้นเชิง แต่ระดับความเห็นด้วยที่ต่างกันระหว่างสองกลุ่ม

โดยเฉพาะรูปแบบคำตอบที่กลุ่มข้าราชการเทไปทาง "เห็นด้วยมากที่สุด" ขณะที่กลุ่มนักเรียนนักศึกษาเทไปทาง "เห็นด้วยปานกลาง" อย่างสม่ำเสมอในเกือบทุกประเด็น บวกกับรายละเอียดของข้อเสนอแนะเชิงลึกที่หลั่งไหลเข้ามาจากเยาวชนเองนับสิบข้อ

สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าของปัญหาตัวจริงอย่างนักเรียนนักศึกษาไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นของกฎหมาย แต่ต้องการให้กฎหมายฉบับนี้เดินไปในทิศทางที่สมดุลกว่าเดิม ระหว่างการควบคุมความเสี่ยงกับการเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของพวกเขาในฐานะ "พลเมืองดิจิทัล" ยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงผู้ถูกควบคุมฝ่ายเดียว

ในภาพรวมสุดท้ายของการรับฟังความเห็นทั้ง 27,597 คน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังคงเห็นด้วยในหลักการของร่างกฎหมาย โดยแบ่งเป็นเห็นด้วยปานกลางร้อยละ 40.20 เห็นด้วยมากร้อยละ 27.30 และเห็นด้วยมากที่สุดร้อยละ 20.70 ขณะที่มีผู้เห็นด้วยน้อยและน้อยที่สุดรวมกันไม่ถึงร้อยละ 8 ซึ่งเป็นตัวเลขที่บ่งชี้ว่าทิศทางของกฎหมายฉบับนี้น่าจะเดินหน้าต่อไปได้ เพียงแต่เนื้อหารายละเอียดในหลายมาตราอาจต้องถูกปรับแก้ให้สอดคล้องกับเสียงเรียกร้องของเยาวชนมากขึ้น

ขณะนี้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักนิติการ อยู่ระหว่างนำข้อมูลทั้งหมดจากการรับฟังความคิดเห็นทั้ง 3 ช่องทางไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติการจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ก่อนพิจารณาปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้มีความเหมาะสมและสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และบรรลุผลสัมฤทธิ์ต่อไป

ต้องติดตามกันต่อไปว่า เสียงสะท้อนจากเด็กนักเรียนกว่า 2.7 หมื่นคนที่ลุกขึ้นมาแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ จะถูกนำไปปรับใช้ในร่างกฎหมายฉบับสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด และกฎหมายที่ในที่สุดจะออกมาบังคับใช้จริงในรั้วโรงเรียนทั่วประเทศ จะเป็นกฎหมายที่ "ควบคุม" หรือ "ส่งเสริม" เด็กไทยในยุคดิจิทัลกันแน่