
เจาะ "ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯในสถานศึกษา" สกัดสารพัดปัญหาหลังรั้วโรงเรียน
เมื่อภัยอบายมุขและมือถือกลายเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกในรั้วโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการจึงเดินหน้า "ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา" ให้อำนาจครูค้น ยึด และทำลายสิ่งของต้องห้าม เปิดเนื้อหาสำคัญทั้งหมด(ตอนที่ 1)
KEY
POINTS
- กระทรวงศึกษาธิการผลักดัน "ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยในสถานศึกษา" เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งของผิดกฎหมาย อาวุธ และการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ในโรงเรียน
- ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษาในการ "ค้น ยึด และทำลาย" ทรัพย์สินของนักเรียนได้เป็นครั้งแรก โดยมีกฎหมายรองรับอย่างเป็นทางการ
- กฎหมายแยกการจัดการระหว่าง "สิ่งของต้องห้าม" ที่ผิดกฎหมายซึ่งสามารถทำลายได้ กับ "อุปกรณ์สื่อสาร" ที่ให้อำนาจแต่ละโรงเรียนกำหนดกฎเกณฑ์และยึดไว้ชั่วคราวเท่านั้น
- นักเรียนที่กระทำผิดจะเน้นมาตรการ "อบรมสั่งสอน" แทนการลงโทษ แต่จะมีการลงโทษปรับเป็นพินัยกับผู้ใหญ่ที่ยุยงส่งเสริม
เสียงกริ่งเข้าเรียนดังขึ้นทุกเช้า แต่สิ่งที่ครูฝ่ายปกครองในหลายโรงเรียนทั่วประเทศต้องเผชิญไม่ใช่แค่การดูแลไม่ให้เด็กมาสาย หากแต่เป็นโจทย์ที่ซับซ้อนกว่านั้นมากในยุคปัจจุบัน ตั้งแต่บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า อาวุธ สิ่งผิดกฎหมาย ที่ซุกอยู่ในกระเป๋านักเรียน ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือ ซึ่งบางครั้งก็เป็นดาบสองคมทั้งเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ และอีกมุมกลับเป็นช่องทางกลั่นแกล้งกันทางไซเบอร์โดยที่ครูไม่ทันรู้ตัว
นี่คือที่มาของความพยายามผลักดัน "ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา พ.ศ. ...." ที่สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการยกร่างขึ้น ภายใต้นโยบาย "สถานศึกษาปลอดภัย" ที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศเป็นวาระสำคัญ และกำลังจะกลายเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจคนในโรงเรียน "ค้น ยึด และทำลาย" ทรัพย์สินของเด็กนักเรียนได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ไฮไลต์สำคัญที่สังคมให้ความสนใจคือการพิจารณามาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาเพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรงอย่างยั่งยืน โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เตรียมเสนอแผนแม่บทชุดใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งการตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและการออกกฎหมายใหม่มาควบคุมการใช้เครื่องมือสื่อสารของนักเรียนอย่างเข้มงวด
ดันร่าง พ.ร.บ. คุมเข้มสื่ออิเล็กทรอนิกส์-อุปกรณ์สื่อสารในโรงเรียน
หัวใจสำคัญของมาตรการในระยะยาวที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะเสนอต่อที่ประชุม ครม. คือการจัดทำกฎหมายแม่บทด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะการผลักดัน "ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา"
กฎหมายฉบับนี้ถูกวางสถานะให้เป็นกลไกหลักในการวางมาตรฐานการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์สื่อสารภายในโรงเรียนให้มีความปลอดภัยและเหมาะสม ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าว อยู่ระหว่างขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย โดยทางกระทรวงฯ ตั้งเป้าจะเร่งดำเนินการเพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรให้เร็วที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ปกครองและป้องกันเหตุไม่คาดฝันในอนาคต
ปัญหาที่ซุกอยู่หลังรั้วโรงเรียน
ฐานเศรษฐกิจ เจาะลึกรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว พบเหตุผลที่ระบุไว้ในบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างกฎหมายฉบับนี้ ชี้ให้เห็นสองปัญหาใหญ่ที่เดินคู่ขนานกันมาเป็นเวลานาน และเป็นโจทย์ที่ผู้บริหารสถานศึกษาแทบทุกแห่งต้องเผชิญโดยไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายรองรับ
ปัญหาแรกคือ "ภัยคุกคามด้านอบายมุข" ที่กระทบต่อความปลอดภัยของเด็กในรั้วโรงเรียน ซึ่งผู้ร่างกฎหมายระบุตรงไปตรงมาว่า "มีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น" สะท้อนภาพความกังวลของผู้ใหญ่ต่อสิ่งของอันตรายที่อาจหลุดรอดเข้าไปในพื้นที่ที่ควรจะปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็ก
ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ ยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า หรือสิ่งของอื่นใดที่ในอดีตครูทำได้เพียงตักเตือนหรือยึดตามระเบียบภายในโรงเรียนเท่านั้น ไม่มีกฎหมายรองรับอำนาจดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
ปัญหาที่สอง คือการใช้เครื่องมือสื่อสารและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในสถานศึกษา ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกยุคดิจิทัล แต่กลับ "ยังไม่มีการกำหนดมาตรการทางกฎหมายที่มีความชัดเจน" ทำให้แต่ละโรงเรียนต่างคนต่างกำหนดกฎเกณฑ์ของตัวเอง บ้างเข้มงวดถึงขั้นห้ามพกมือถือเข้าโรงเรียนโดยสิ้นเชิง บ้างปล่อยให้ใช้ได้อย่างอิสระ
ความไม่เป็นเอกภาพนี้เองที่ผลักดันให้ภาครัฐมองว่าถึงเวลาต้องมี "แม่บท" ระดับกฎหมายมารองรับ เพื่อให้ทุกโรงเรียนมีกรอบอ้างอิงเดียวกัน แม้รายละเอียดปลีกย่อยจะยังปล่อยให้แต่ละสถานศึกษาไปออกระเบียบของตัวเองก็ตาม
ที่น่าสนใจคือ ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงระเบียบภายในกระทรวง แต่ถูกยกระดับขึ้นเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งหมายความว่ามีบทบัญญัติที่แตะต้อง "สิทธิและเสรีภาพของบุคคล" โดยตรง
ผู้ร่างกฎหมายเองก็ยอมรับในบันทึกหลักการว่า กฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาบางส่วนที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 ประกอบมาตรา 36 และมาตรา 37 ซึ่งว่าด้วยเสรีภาพในเคหสถานและทรัพย์สิน ซึ่งต้องอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงจะกระทำได้
นั่นหมายความว่า การจะให้ครูหรือเจ้าหน้าที่มีอำนาจ "ค้น ตรวจยึด ทำลาย" ทรัพย์สินของเด็กนักเรียนได้นั้น จำเป็นต้องมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติรองรับอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่แค่ระเบียบโรงเรียนอย่างที่ผ่านมา
และผู้ร่างกฎหมายก็ระบุไว้ชัดเจนว่าการตรากฎหมายฉบับนี้ "สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว" ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าเมื่อนำไปเปิดรับฟังความเห็นจริง ประชาชนจะเห็นด้วยกับข้อสรุปนี้มากน้อยเพียงใด
จุดกำเนิดและเส้นทางของร่างกฎหมาย
กระบวนการยกร่างเริ่มเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่กลางปี 2568 โดยสำนักนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานหลักในการยกร่าง ก่อนจะออกประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง วิธีการ ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด และข้อมูลประกอบการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2568
จากนั้นได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านสองช่องทางหลักพร้อมกัน คือระบบกลางทางกฎหมาย (Law.go.th) ซึ่งเป็นช่องทางกลางที่ทุกหน่วยงานราชการใช้รับฟังความเห็นร่างกฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยการจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 และแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ (Google Form) ที่เข้าถึงง่ายกว่าสำหรับประชาชนทั่วไป ทั้งสองช่องทางเปิดรับฟังความเห็นพร้อมกันระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2568 รวมเวลาเพียง 15 วัน
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อผลการรับฟังความเห็นรอบแรกออกมา ปรากฏว่าไม่มีนักเรียนหรือนักศึกษาคนใดเข้าไปแสดงความเห็นผ่านช่องทางระบบกลางทางกฎหมายเลยแม้แต่คนเดียว และมีเพียงส่วนน้อยมากที่เข้าไปแสดงความเห็นผ่าน Google Form รอบแรก สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการจึงตัดสินใจเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมอีกรอบ โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักเรียนนักศึกษาโดยเฉพาะ ผ่าน Google Form อีกครั้งระหว่างวันที่ 15 กันยายน ถึง 15 ตุลาคม 2568 ซึ่งกลายเป็นรอบที่มีผู้ตอบแบบสอบถามมากที่สุดในประวัติศาสตร์การรับฟังความเห็นร่างกฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการ ด้วยตัวเลขที่พุ่งสูงถึง 27,367 คน
เปิดโครงสร้างร่างกฎหมาย 14 มาตรา
ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งหมด 14 มาตรา ไม่ได้ยาวมากนักเมื่อเทียบกับกฎหมายฉบับอื่น แต่กลับบรรจุอำนาจสำคัญไว้อย่างครบถ้วน และวางโครงสร้างเนื้อหาออกเป็นสองส่วนใหญ่ที่แม้จะอยู่ในฉบับเดียวกัน แต่มีตรรกะและระดับความเข้มงวดต่างกันอย่างชัดเจน
ส่วนแรก ว่าด้วย "สิ่งของต้องห้าม" ตามมาตรา 4 ซึ่งให้อำนาจกระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงกำหนดว่าอะไรบ้างที่ห้ามพกพาเข้าสถานศึกษา โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทที่มีผลทางกฎหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง
ประเภทที่หนึ่งคือ สิ่งของที่ครอบครองแล้วผิดกฎหมายอยู่แล้วโดยตัวมันเอง เช่น อาวุธ ยาเสพติด ซึ่งกฎหมายให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ "ค้น ตรวจยึด ทำลาย หรือทำให้บุบสลาย" ได้ทันทีตามมาตรา 6(3) และที่สำคัญคือมาตรา 7 วรรคสอง ยังคุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานไม่ต้องรับผิดและไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิดอีกด้วย
ประเภทที่สองคือ สิ่งของที่ครอบครองไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องห้ามมิให้พกพาหรือนำเข้ามาในสถานศึกษา เว้นแต่จำเป็นต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มนี้กฎหมายเปิดช่องให้ทำได้เพียง "ค้น หรือตรวจยึดไว้ชั่วคราวเพื่อส่งคืน" เท่านั้น ไม่มีอำนาจทำลาย
ส่วนที่สอง ว่าด้วย "เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์" ตามมาตรา 9 ซึ่งแยกออกจากหมวดสิ่งของต้องห้ามอย่างชัดเจน เพราะมองว่าอุปกรณ์เหล่านี้มีทั้งประโยชน์และความเสี่ยงในตัวเอง กฎหมายจึงไม่ได้ให้กระทรวงกำหนดจากส่วนกลาง แต่ให้อำนาจผู้อำนวยการสถานศึกษา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นผู้กำหนดมาตรการพกพาและใช้งานได้เอง
โดยกฎหมายกำชับให้ "คำนึงถึงพัฒนาการการเรียนรู้ในแต่ละช่วงวัยและความจำเป็นเกี่ยวกับสภาพทางร่างกายของนักเรียนและนักศึกษา" ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้แต่ละโรงเรียนออกแบบกติกาที่เหมาะกับบริบทของตัวเอง เช่น โรงเรียนประถมอาจเข้มงวดกว่าโรงเรียนมัธยมปลาย
หากนักเรียนฝ่าฝืนระเบียบที่โรงเรียนกำหนด พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดอุปกรณ์ไว้ชั่วคราวจนกว่าจะสิ้นสุดช่วงเวลาการเรียนการสอนของวันนั้น
แต่ที่น่าสนใจคือกฎหมายกำหนดมาตรฐานการดูแลรักษาไว้ค่อนข้างสูง คือต้อง "จัดเก็บและรักษาสิ่งของดังกล่าวเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง" ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ยืมมาจากหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องความระมัดระวังในการดูแลทรัพย์ของผู้อื่น สะท้อนว่าผู้ร่างกฎหมายตระหนักดีว่ามือถือในยุคนี้มีมูลค่าสูงและมีข้อมูลส่วนตัวจำนวนมากอยู่ภายใน จึงไม่อยากให้ถูกปฏิบัติอย่างไม่ระมัดระวัง
ใครคือ "พนักงานเจ้าหน้าที่" และมีอำนาจแค่ไหน
กฎหมายกำหนดให้แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่จากข้าราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ระดับไม่ต่ำกว่าระดับปฏิบัติการขึ้นไป โดยรัฐมนตรีอาจกำหนดคุณสมบัติเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม อำนาจของบุคคลกลุ่มนี้ตามมาตรา 6 ถูกเขียนไว้อย่างละเอียด 5 ข้อ ได้แก่
- หนึ่ง สอบถามครู อาจารย์ หรือหัวหน้าสถานศึกษา เกี่ยวกับความประพฤติของนักเรียนหรือนักศึกษา หรือบุคลากรของสถานศึกษา
- สอง เข้าไปในสถานศึกษาเพื่อตรวจสอบสิ่งของต้องห้าม ในกรณีที่มี "เหตุอันควรสงสัย" ว่ามีการพกพา นำพาเข้ามา หรือใช้ในสถานศึกษา ซึ่งถ้อยคำ "เหตุอันควรสงสัย" นี้เองที่กลายเป็นประเด็นที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตในภายหลังว่ากว้างเกินไปและอาจเปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ
- สาม ค้น ตรวจยึด ทำลาย หรือทำให้บุบสลายสิ่งของต้องห้ามประเภทที่หนึ่ง (สิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว)
- สี่ ค้น หรือตรวจยึดไว้ชั่วคราวเพื่อส่งคืนสิ่งของต้องห้ามประเภทที่สอง (สิ่งที่ไม่ผิดกฎหมายแต่ห้ามพกเข้าสถานศึกษา)
- ห้า รายงานผลการดำเนินการต่อผู้อำนวยการสถานศึกษาที่ตนสังกัด และให้ผู้อำนวยการแจ้งศึกษาธิการจังหวัดในพื้นที่ทราบเดือนละหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นกลไกการรายงานที่ผู้ร่างกฎหมายใส่ไว้เพื่อให้มีการติดตามตรวจสอบการใช้อำนาจในระดับจังหวัด
นอกจากนี้ มาตรา 12 ยังกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องร้องขอ และให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร ส่วนมาตรา 7 กำหนดหลักการกลางไว้ว่า การค้น การตรวจยึด การทำลายหรือทำให้บุบสลาย "ให้กระทำเท่าที่จำเป็น" ตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการจะกำหนดต่อไป ซึ่งหมายความว่ารายละเอียดวิธีปฏิบัติจริงในสนามจะยังไม่ปรากฏจนกว่าจะมีระเบียบลูกออกตามมา
บทลงโทษ: เลือกทาง "อบรมสั่งสอน" มากกว่า "ลงทัณฑ์"
สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายนี้ บทลงโทษถูกออกแบบให้เป็น "โทษปรับเป็นพินัย" ไม่ใช่โทษอาญา ซึ่งเป็นรูปแบบโทษที่ไม่มีการจำคุกและไม่มีประวัติอาชญากรรมติดตัว และที่สำคัญคือ หากผู้กระทำผิดเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาเอง กฎหมายไม่ได้ให้ลงโทษปรับเลย แต่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งสถานศึกษาที่นักเรียนสังกัดอยู่ทราบ เพื่อดำเนินการ "อบรมสั่งสอน" ตามกฎหมายว่าด้วยคุ้มครองเด็กที่เกี่ยวกับการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาแทน ตามมาตรา 8
ส่วนผู้ใหญ่ที่กระทำการยุยง ส่งเสริม ช่วยเหลือ หรือสนับสนุนให้นักเรียนพกพาหรือใช้สิ่งของต้องห้าม มีโทษปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตามมาตรา 10 และผู้ที่ขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ ก็มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทเช่นกันตามมาตรา 13 แต่หากผู้กระทำความผิดฐานยุยงส่งเสริมนั้นเป็นนักเรียนนักศึกษาด้วยกันเอง กฎหมายก็ยังเลือกใช้กลไกอบรมสั่งสอนแทนการลงโทษปรับอยู่ดี
เมื่อพิจารณาโครงสร้างทั้งหมด จะเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้พยายามวางสมดุลระหว่างการให้อำนาจรัฐเข้าไปจัดการความเสี่ยงในสถานศึกษา กับการคุ้มครองสิทธิของเด็ก โดยเลือกใช้กลไก "อบรมสั่งสอน" แทนการลงโทษทางอาญาสำหรับตัวนักเรียนเอง แต่คำถามที่ตามมาคือ อำนาจ "ค้น" และ "ยึด" ที่ให้ไว้กว้างขวางเช่นนี้ โดยเฉพาะการยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่เมื่อทำลายทรัพย์สิน เพียงพอกับหลักความได้สัดส่วนตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และเมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกนำไปเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนจริง ทั้งจากกลุ่มข้าราชการและกลุ่มนักเรียนนักศึกษากว่า 2.7 หมื่นคน ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นอย่างไร มีใครเห็นด้วย ใครกังวล และมีข้อเสนอแนะอะไรบ้างที่น่าจับตา ติดตามได้ในตอนจบ
ติดตามอ่าน "ผลรับฟังความเห็นร่างกฎหมาย" ได้ในตอนต่อไป







