
สอวช.เปิดยุทธศาสตร์ปั้นแรงงานทักษะสูง 25% สู่อุตสาหกรรมอนาคต
สอวช.ปั้นแรงงานทักษะสูง 25% ดัน AI–Skill Mapping–Skill Bridge รับมือเกิดน้อย-แรงงานลด เร่งเชื่อมการศึกษา-ตลาดงาน ใช้ AI จับคู่ทักษะ สร้าง “สะพาน” ย้ายแรงงานสู่อุตสาหกรรมอนาคต
KEY
POINTS
- สอวช. ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนแรงงานทักษะสูงจากปัจจุบันที่ 13.6% เป็น 25% เพื่อรับมือปัญหาโครงสร้างประชากรที่แรงงานลดลง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- ยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการยกระดับผลิตภาพแรงงานผ่านการพัฒนาทักษะ (Reskill/Upskill) ตลอดชีวิต โดยใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์และจับคู่ทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ
- ผลักดันกลไกใหม่ๆ เช่น "Skill Bridge" เพื่อช่วยแรงงานเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมใหม่, "Higher Education Sandbox" เพื่อเร่งผลิตบุคลากรในสาขาเป้าหมาย และส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนผ่านแรงจูงใจทางภาษี
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดยุทธศาสตร์ปฏิรูประบบพัฒนากำลังคนของประเทศ รับมือโจทย์ใหญ่จากโครงสร้างประชากร เทคโนโลยี และเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน โดยมองว่า อนาคตประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาการเพิ่มจำนวนแรงงานได้อีกต่อไป แต่ต้องเร่งยกระดับ “ผลิตภาพแรงงาน” ด้วยการสร้างกำลังคนทักษะสูง และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ได้ตลอดช่วงชีวิต
คนเกิดน้อยแรงงานลดต้องเปลี่ยนเป็นเพิ่มทักษะ
ศ.ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ โดยอัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิตต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนประชากรและกำลังแรงงานในอนาคตมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ภาคเศรษฐกิจกลับต้องการบุคลากรที่มีทักษะสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศจึงไม่ใช่การเพิ่มจำนวนแรงงาน แต่เป็นการเพิ่ม “คุณภาพ” และ “ผลิตภาพ” ของแรงงานที่มีอยู่ ผ่านการยกระดับทักษะและการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัย
ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีกำลังแรงงานประมาณ 40.13 ล้านคน แต่มีแรงงานทักษะสูงเพียง 4.45 ล้านคน หรือประมาณ 13.6% เท่านั้น สอวช. จึงวางเป้าหมายผลักดันสัดส่วนแรงงานทักษะสูงขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 25% ของกำลังแรงงานทั้งหมด และในระยะยาวต้องการเห็นแรงงานไทยอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเป็นแรงงานทักษะสูง
เป้าหมายดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มจำนวนคนที่มีใบปริญญา หรือวุฒิการศึกษาสูงขึ้น แต่ต้องการสร้างทักษะที่สามารถนำไปใช้ในการทำงานจริง เพิ่มรายได้ เพิ่มผลิตภาพ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
AI ไม่ใช่ภัยคุกคามแต่เป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ
ศ.ดร.สุรินทร์ มองว่า การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัล ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงภัยคุกคามที่จะเข้ามาแทนที่แรงงานจนเกิดการว่างงาน แต่ควรมองเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
คนรุ่นใหม่สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างรายได้จากหลายอาชีพ ทำงานได้หลากหลายบทบาท และพัฒนาทักษะของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคธุรกิจสามารถใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ความต้องการแรงงานและวางแผนพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับทิศทางของตลาด
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนสามารถ Reskill และ Upskill ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรียนรู้เฉพาะช่วงที่อยู่ในระบบการศึกษาเท่านั้น
Skill Gap จุดเปลี่ยนระบบการศึกษาไทย
สำหรับระบบการศึกษาไทย รองผู้อำนวยการ สอวช. ระบุว่า ไม่ควรมองว่าระบบการศึกษาไทยล้มเหลว แต่ปัญหาสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาดแรงงานเกิดขึ้นรวดเร็ว จนระบบการศึกษาปรับตัวตามไม่ทัน ทำให้เกิด Skill Gap หรือ ช่องว่างระหว่างทักษะที่ผู้เรียนมีอยู่กับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ
การแก้ปัญหาจึงต้องเปลี่ยนจากการออกแบบการศึกษาโดยยึดหลักสูตรเป็นตัวตั้ง ไปสู่การมอง “ทักษะ” และ “ความต้องการของตลาดแรงงาน” เป็นสำคัญ
สอวช. จึงผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย ครอบครัว และ ภาคธุรกิจ เพื่อให้การพัฒนาทักษะตั้งแต่ต้นทางสอดคล้องกับความต้องการของโลกการทำงานมากขึ้น พร้อมผลักดันหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นใหม่
เปิดเกม Skill Mapping ใช้ AI จับคู่คนกับงาน
หนึ่งในกลไกสำคัญคือ การพัฒนาแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง และเชื่อมโยงระบบ Skill Mapping กับมหาวิทยาลัย โดยนำ AI และ Big Data มาวิเคราะห์ข้อมูลตลาดแรงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ระบบจะทำหน้าที่เชื่อมโยง “ทักษะที่คนมี” กับ “ทักษะที่อาชีพในอนาคตต้องการ” พร้อมวิเคราะห์ช่องว่างของทักษะ หรือ Skill Gap เพื่อระบุว่าบุคคลนั้นจำเป็นต้องพัฒนาความรู้และทักษะด้านใดเพิ่มเติม
แนวทางดังกล่าวจะทำให้ประชาชนสามารถวางแผน Reskill และ Upskill ได้ตรงจุดมากขึ้น ขณะที่มหาวิทยาลัยสามารถนำข้อมูลไปใช้ปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ทั้งด้าน Hard Skills และ Soft Skills
ภาคธุรกิจเองก็สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการวางแผนกำลังคน ตั้งแต่การรับสมัคร การพัฒนาพนักงาน ไปจนถึงการเตรียมทักษะใหม่รองรับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาในอนาคต
Talent Landscape ชี้เป้าอาชีพอนาคต
อีกกลไกหนึ่งคือ การสำรวจความต้องการบุคลากรทักษะสูงใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ Talent Landscape เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มตำแหน่งงานและทักษะที่ประเทศจะต้องการในอนาคต
ข้อมูลดังกล่าวจะถูกเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบการคัดเลือกและการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย เพื่อให้นักเรียนและผู้ปกครองสามารถเห็นภาพตลาดแรงงานก่อนตัดสินใจเลือกคณะและสาขาวิชา
เป้าหมายคือ ทำให้การเลือกเรียนไม่ได้พิจารณาเพียงความสนใจหรือค่านิยมของสังคม แต่สามารถมองเห็นโอกาสในการทำงานและทักษะที่ประเทศต้องการควบคู่กันไป
Skill Bridge สะพานย้ายแรงงานสู่อุตสาหกรรมใหม่
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีไม่ได้กระทบเฉพาะคนรุ่นใหม่ แต่กำลังส่งผลโดยตรงต่อแรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดิม สอวช. จึงผลักดันแนวคิด “Skill Bridge” หรือ “สะพานทักษะ” เพื่อเชื่อมแรงงานจากอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ระบบจะใช้ AI วิเคราะห์แนวโน้มล่วงหน้าว่า แรงงานกลุ่มใดมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และประเมินว่าแรงงานเหล่านั้น สามารถเปลี่ยนผ่านไปทำงานในอุตสาหกรรมใดได้บ้าง ก่อนออกแบบหลักสูตรเพื่อเติมเต็มทักษะที่ขาด
ตัวอย่างชัดเจน คือ แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์รูปแบบใหม่ ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น
หากสามารถสร้าง “สะพานทักษะ” ให้แรงงานกลุ่มเดิมนำประสบการณ์และทักษะที่มีอยู่ไปต่อยอดด้วยทักษะใหม่ ก็จะช่วยลดต้นทุนการเปลี่ยนอาชีพ ลดความเสี่ยงการว่างงาน และทำให้ประเทศสามารถรักษากำลังคนไว้ในระบบเศรษฐกิจได้
ใช้ “ภาษี” ดึงเอกชนร่วมลงทุนพัฒนาคน
สอวช. ยังเสนอการใช้มาตรการทางภาษี เป็นแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนากำลังคนมากขึ้น ทั้งการสนับสนุนการฝึกอบรม การร่วมออกแบบหลักสูตรกับมหาวิทยาลัย และการจ้างงานผู้ที่ผ่านการ Reskill หรือ Upskill
แนวคิดดังกล่าวต้องการเปลี่ยนมุมมองจากการรอแก้ปัญหาหลังแรงงานตกงานแล้ว ไปสู่การลงทุนเพื่อป้องกันปัญหาล่วงหน้า โดยให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วม ตั้งแต่การคาดการณ์ความต้องการทักษะ การออกแบบหลักสูตร ไปจนถึงการรับคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน
จาก Lifelong Learning สู่ Long Life Learning
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้แนวคิดเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องขยายขอบเขตจาก “Lifelong Learning” ไปสู่ “Long Life Learning”
ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า เมื่อประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น การเรียนรู้ไม่ควรสิ้นสุดเมื่อจบการศึกษา หรือ พ้นวัยทำงาน แต่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ พัฒนาศักยภาพ และ ทำงานตามความสามารถได้ต่อไป
ผู้สูงอายุจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงผู้รับสวัสดิการ แต่สามารถเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะการนำประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และองค์ความรู้ที่สะสมมาตลอดชีวิตกลับมาใช้ประโยชน์
สร้าง Marketplace การเรียนรู้ เปิดมหาวิทยาลัยสู่คนทุกวัย
เพื่อรองรับแนวคิดดังกล่าว สอวช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศผลักดัน “Marketplace ด้านการเรียนรู้” รวบรวมหลักสูตรและองค์ความรู้เด่นจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์
ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาทักษะได้ โดยไม่จำเป็นต้องกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นความรู้ด้านสุขภาพ เทคโนโลยี วิศวกรรม หุ่นยนต์ หรือ ศาสตร์เฉพาะทางต่าง ๆ
เป้าหมายคือ การทำให้มหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่อยู่ในวัยเรียน แต่กลายเป็น “แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต” สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม
Higher Education Sandbox ปั้นคนป้อนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์
อีกโครงการสำคัญคือ Higher Education Sandbox ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากหลายมหาวิทยาลัยร่วมกันพัฒนาหลักสูตรในสาขาที่ประเทศมีความต้องการเร่งด่วน
ระยะแรกมุ่งไปที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมเครือข่ายแล้ว 13 แห่ง เพื่อเร่งผลิตกำลังคนรองรับการลงทุนและการขยายตัวของอุตสาหกรรม ขณะที่ประเทศไทยยังมีความต้องการบุคลากรด้านนี้อีกจำนวนมาก
จากนั้นเตรียมขยายโมเดลไปยังสาขาอาหาร เกษตร และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อื่น ๆ เพื่อให้ระบบอุดมศึกษาสามารถตอบสนองต่อความต้องการกำลังคนของประเทศได้รวดเร็วกว่าระบบการผลิตกำลังคนแบบเดิม
ปั้นนักวิจัย-ดัน University Holding Company สู่เศรษฐกิจนวัตกรรม
ในด้านการวิจัย สอวช. เดินหน้าศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการผลิตนักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมผลักดันให้มหาวิทยาลัยสามารถจ้างนักวิจัยทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างฐานกำลังคนด้านการวิจัยรองรับการลงทุนทางเทคโนโลยี
เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การผลิตงานวิจัย แต่ต้องการต่อยอดไปสู่สิทธิบัตร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างรายได้จากการอนุญาตให้ใช้สิทธิ หรือ Licensing
ขณะเดียวกัน สอวช. ผลักดันนโยบาย University Holding Company เพื่อเปิดทางให้มหาวิทยาลัย สามารถร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพที่เกิดจากผลงานของนักศึกษาและอาจารย์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยเร่งกระบวนการนำผลงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมภายในมหาวิทยาลัย
“โรงเรียนในโรงงาน” เรียนจริง ทำจริง ก่อนเข้าสู่ตลาดงาน
อีกโครงการที่อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนคือ “โรงเรียนในโรงงาน” เปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าไปเรียนรู้และทำงานจริงในสถานประกอบการตั้งแต่ชั้นปีที่ 2–3
นักศึกษาจะได้สัมผัสสถานการณ์จริง เรียนรู้เทคโนโลยี กระบวนการผลิต และวัฒนธรรมการทำงาน ก่อนนำประสบการณ์กลับมาพัฒนาตัวเองต่อในมหาวิทยาลัย
แนวทางนี้จะช่วยลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรียนกับสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการ และทำให้มหาวิทยาลัยสามารถปรับการเรียนการสอนให้เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม
เปลี่ยน“การศึกษา”เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของการดำเนินงานทั้งหมด คือการใช้อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นกลไกยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
หัวใจสำคัญคือ การสร้างระบบที่ทำให้คนไทยสามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดชีวิต ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ระหว่างการทำงาน ไปจนถึงช่วงวัยสูงอายุ โดยมี AI ข้อมูลทักษะ และระบบการศึกษาเป็นเครื่องมือสนับสนุน
หากประเทศไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนแรงงานทักษะสูงได้ตามเป้าหมาย พร้อมสร้างระบบ Reskill และ Upskill ที่เชื่อมโยงกับความต้องการจริงของตลาดแรงงาน ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ของประชาชน ลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ท้ายที่สุด การปฏิรูปกำลังคนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการศึกษา แต่เป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เพราะในวันที่จำนวนคนลดลง ประเทศจะต้องแข่งขันกันด้วย “คุณภาพของคน” มากกว่าปริมาณแรงงาน
“การศึกษาสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้” และหากประเทศไทยสามารถสร้างกำลังคนทักษะสูงได้อย่างเป็นระบบ การศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ก็จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน






