thansettakij
thansettakij
4 สัญญาณบ่งชี้ไทยขยับสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

4 สัญญาณบ่งชี้ไทยขยับสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สอวช.ชงเร่ง 5 ปัจจัย

17 ก.ค. 69 | 04:35 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ก.ค. 69 | 04:35 น.

สอวช.เผย 4 สัญญาณเศรษฐกิจไทยเริ่มเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน สู่การเติบโตบนฐานความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หลังเอกชนเร่งลงทุนวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก และสร้างทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเสนอ 5 ปัจจัยเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

KEY

POINTS

  • สอวช. ชี้ 4 สัญญาณที่ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยภาคอุตสาหกรรมหันมาสร้างมูลค่าเพิ่มแทนการแข่งขันด้านต้นทุน และเอกชนมีความต้องการงานวิจัยและพัฒนารวมถึงมีส่วนร่วมเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น
  • แนวทางการพัฒนาพื้นที่เริ่มเปลี่ยนจากการสนับสนุนเป็นรายโครงการ ไปสู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย เอกชน และภาครัฐเข้าด้วยกัน
  • แม้มีสัญญาณที่ดี แต่การเปลี่ยนผ่านยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ระบุว่า ประเทศไทยเริ่มมีสัญญาณเชิงโครงสร้างที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยฐานการผลิตและประสิทธิภาพด้านต้นทุน หรือ Efficiency-driven Economy ไปสู่การเติบโตบนฐานความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม หรือเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม หรือ Innovation-led Economy มากขึ้น

สัญญาณดังกล่าวพบจากการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และพื้นที่เศรษฐกิจต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต เทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนผ่านนโยบาย การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และกลไกเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ

อุตสาหกรรมหันสร้างมูลค่า ลดแข่งขันด้วยต้นทุน

4 สัญญาณบ่งชี้ไทยขยับสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สอวช.ชงเร่ง 5 ปัจจัย

สอวช.ประเมินว่า สัญญาณสำคัญประการแรก คือ ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่มุ่งแข่งขันด้วยต้นทุนการผลิต ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP ของตนเอง

ภาคธุรกิจยังให้ความสำคัญกับการยกระดับบทบาทของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่มูลค่าโลก หรือ Global Value Chain มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากการรับจ้างผลิตหรือการประกอบสินค้าเพียงอย่างเดียว

ในอุตสาหกรรมอาหาร ผู้ประกอบการเริ่มพัฒนาอาหารฟังก์ชัน อาหารเฉพาะบุคคล และส่วนผสมมูลค่าสูง ขณะที่อุตสาหกรรมชีวภาพและสุขภาพเริ่มนำเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ หรือ Synthetic Biology มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตใหม่

ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเซมิคอนดักเตอร์ เริ่มมีความพยายามขยับบทบาทจากฐานการประกอบ ไปสู่กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการออกแบบ การทดสอบ และการพัฒนาซอฟต์แวร์ ขณะที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้ความสำคัญกับการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและแบรนด์ของตนเองมากขึ้น

 

 

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ภาคธุรกิจเริ่มตระหนักว่าการรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ไม่สามารถพึ่งพาค่าแรง ต้นทุนการผลิต หรือมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีองค์ความรู้ เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง

เอกชนเพิ่มความต้องการงานวิจัยและพัฒนา

สัญญาณประการที่สอง คือ ความต้องการงานวิจัยและพัฒนา หรือ R&D จากภาคเอกชนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเข้ามาทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษา และหน่วยงานวิจัยมากขึ้น

ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมงานวิจัยที่มีความเสี่ยงสูง ต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนา รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเชิงลึกและเทคโนโลยีขั้นสูง หรือ Deep Technology ซึ่งภาคเอกชนอาจไม่สามารถลงทุนหรือพัฒนาได้โดยลำพัง

ภาคธุรกิจบางส่วนยังเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อการลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรม จากการมองว่าเป็นต้นทุนระยะสั้น ไปสู่การมองว่าเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับผลิตภาพ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การทำให้งานวิจัยสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตและสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ได้จริง ยังต้องอาศัยระบบสนับสนุนด้านเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และตลาดรองรับเทคโนโลยีใหม่

พัฒนาพื้นที่จากรายโครงการ สู่ระบบนิเวศนวัตกรรม

สัญญาณประการที่สาม คือ แนวทางการพัฒนาพื้นที่ที่เริ่มเปลี่ยนจากการดำเนินโครงการแบบแยกส่วน หรือการสนับสนุนเป็นรายประเด็น ไปสู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม หรือ Innovation Ecosystem มากขึ้น

ระบบดังกล่าวมุ่งเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย ผู้ประกอบการ สตาร์ตอัป หน่วยงานภาครัฐ และกลไกสนับสนุนต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่านแพลตฟอร์มกลาง เพื่อให้การพัฒนาคน เทคโนโลยี ผู้ประกอบการ และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน

การพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมในระดับพื้นที่ถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีฐานอุตสาหกรรม ทรัพยากร บุคลากร และศักยภาพแตกต่างกัน การกำหนดแนวทางพัฒนาจึงต้องเชื่อมโยงกับจุดแข็งและความต้องการที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่

หากสามารถสร้างระบบนิเวศที่มีความต่อเนื่องได้ จะช่วยลดปัญหาการดำเนินโครงการระยะสั้นที่สิ้นสุดลงพร้อมกับงบประมาณ และเพิ่มโอกาสให้งานวิจัยและเทคโนโลยีถูกนำไปใช้ประโยชน์ในภาคเศรษฐกิจจริง

เอกชนขยับเป็นหุ้นส่วนร่วมกำหนดอนาคต

สัญญาณประการที่สี่ คือ การมีส่วนร่วมเชิงยุทธศาสตร์ของภาคเอกชนในระบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ที่เพิ่มขึ้น

จากเดิมที่ภาคเอกชนอาจเข้ามาในฐานะผู้รับประโยชน์ ผู้ใช้ผลงานวิจัย หรือผู้รับการสนับสนุน เริ่มขยับบทบาทไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ตั้งแต่การร่วมกำหนดโจทย์วิจัย การพัฒนากำลังคน ไปจนถึงการออกแบบทิศทางการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงโครงสร้างของระบบนวัตกรรมไทยที่กำลังเปลี่ยนจากรูปแบบที่ภาครัฐเป็นผู้กำหนดทิศทางเพียงฝ่ายเดียว ไปสู่ความร่วมมือแบบรัฐและเอกชนร่วมออกแบบอนาคต หรือ Public–Private Co-Design

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การลงทุนของภาครัฐในด้านการวิจัย การพัฒนาบุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมและโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น

เปิด 5 ปัจจัยเร่งเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

แม้ประเทศไทยจะเริ่มเห็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่าน แต่ สอวช.เห็นว่า การขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ ยังจำเป็นต้องได้รับการเร่งรัดผ่านนโยบายและกลไกสนับสนุนที่เป็นระบบ โดยมีปัจจัยสำคัญ 5 ประการ

ประการแรก การขับเคลื่อนนโยบายนวัตกรรมแบบมุ่งเป้าหมาย หรือ Mission-Oriented Innovation Policies ซึ่งต้องกำหนดพันธกิจระดับชาติหรืออุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน พร้อมบูรณาการงบประมาณ มาตรการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน

ประการที่สอง การลงทุนในเทคโนโลยีเชิงลึก ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนขั้นสูงให้สอดคล้องกับโจทย์ของอุตสาหกรรมจริง โดยเฉพาะบุคลากรด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ การวิจัย และเทคโนโลยีที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ประการที่สาม การพัฒนากลไกเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ เช่น พื้นที่ทดสอบกฎระเบียบ หรือ Sandbox สนามทดสอบเทคโนโลยี หรือ Testbed และโรงงานต้นแบบ หรือ Pilot Plant เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถทดลอง ทดสอบ และยกระดับเทคโนโลยีก่อนเข้าสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม

ประการที่สี่ ภาครัฐต้องมีบทบาทเชิงรุกในฐานะผู้สร้างและกำหนดทิศทางตลาด รวมถึงเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ การจัดซื้อจัดจ้าง และการสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดและเติบโตได้รวดเร็วขึ้น

ประการสุดท้าย คือ การสื่อสารภาพอนาคตและสร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อบทบาทของระบบ อววน. ในการยกระดับเศรษฐกิจประเทศ เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบายเห็นว่า การลงทุนด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ไม่ได้เป็นเพียงงบประมาณด้านวิชาการ แต่เป็นกลไกเพิ่มผลิตภาพ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว

โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงว่า เศรษฐกิจไทยเข้าใกล้เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมมากขึ้นแล้วหรือยัง แต่คือการทำให้สัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดขึ้น สามารถขยายตัวจากบางอุตสาหกรรมและบางพื้นที่ ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง