
ดร.เสกสรรค์ แนะรัฐเร่งส่งเสริม E20 ควบคู่ EV สู่ Net Zero
ดร.เสกสรรค์ ส.อ.ท.เผยไทยมีกำลังผลิตเอทานอล 7 ล้านลิตรต่อวัน แต่ใช้จริงเพียง 3.3-3.4 ล้านลิตรต่อวัน พร้อมเสนอรัฐหนุน E20 และรถ Flex-Fuel ควบคู่ EV เพื่อเป้าหมาย Net Zero และความมั่นคงพลังงาน
KEY
POINTS
- ดร.เสกสรรค์ เสนอให้รัฐบาลส่งเสริมการใช้น้ำมัน E20 ควบคู่ไปกับนโยบายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยชี้ว่าไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลสูงแต่ยังใช้ไม่ถึงครึ่ง
- การผลักดันการใช้ E20 เต็มศักยภาพจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3.12 ล้านตันต่อปี ซึ่งมากกว่าเป้าหมายจากฝั่ง EV อีกทั้งยังช่วยลดการนำเข้าน้ำมันและสนับสนุนเกษตรกร
- แนะให้ภาครัฐรักษาส่วนต่างราคาของน้ำมัน E20 ให้ถูกกว่าน้ำมันชนิดอื่นอย่างชัดเจน เพื่อเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ผู้บริโภคหันมาใช้งานมากขึ้น
- ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ควรส่งเสริมรถยนต์ประเภท Hybrid-Flex Fuel ที่สามารถรองรับเอทานอลในสัดส่วนที่สูงขึ้น (E85) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับภาคขนส่ง
งานเสวนา ROAD TO NET ZERO 2026 “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ดร.เสกสรรค์ พรหมนิช รองประธานด้านไบโอฟูเอล กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ร่วมเวทีเสวนาในหัวข้อย่อย "โอกาสและความท้าทายของเอทานอล ทางรอดของประเทศไทย"
ดร.เสกสรรค์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานไทย การใช้พลังงานทางเลือกอย่างเอทานอล ปัจจัยต่างๆพร้อมข้อเสนอแนะทางออกที่ยั่งยืน โดยระบุว่า ปัจจุบันไทยมีโรงงานเอทานอลสำหรับเชื้อเพลิงถึง 28 โรงงาน มีกำลังการผลิตติดตั้ง 7 ล้านลิตรต่อวัน แต่ความจริงกลับมีการใช้งานเพียง 3.3 - 3.4 ล้านลิตรต่อวันเท่านั้น โดยสัดส่วนวัตถุดิบมาจากอ้อย (โมลาส) 60% และมันสำปะหลัง 40%
"เอทานอลถือเป็นทรัพยากรที่เรามีอยู่แล้วแต่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่ถึงครึ่ง ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะผู้บริโภคยังคงใช้ E10 กันมากกว่า"
ดร.เสกสรรค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยปกติ E20 วิ่งได้ระยะทางน้อยกว่า E10 ประมาณ 3% แต่ราคา E20 ถูกกว่า E10 ถึง 8-9% ดังนั้นผู้ใช้รถที่ใช้ E20 ได้ประโยชน์เห็นๆ ทั้งนี้มองว่าหากภาครัฐรักษาส่วนต่างราคาไว้ที่ 5-7 บาท จะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญมากในการดึงคนให้เปลี่ยนมาใช้ E20 ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้มหาศาล
สหรัฐ-บราซิล หนุนเอทานอลเต็มระบบ -อินเดียโตแรง จาก E5 สู่ E20 ภายใน 5 ปี
ดร.เสกสรรค์ กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสถานการณ์ในต่างประเทศ โดยยกตัวอย่าง สหรัฐอเมริกา ถือเป็นรายใหญ่ที่สนับสนุนเกษตรกรผลิตเอทานอลจากข้าวโพด ผลิตและใช้ 5 หมื่นกว่าล้านลิตรต่อปี จาก E10 กำลังจะไป E15 และมี E85 ในบางรัฐ และมีรถยนต์ที่พัฒนาเป็น Flex-Fuel ส่วนประเทศบราซิล ก็มีการใช้รถยนต์ Flex-Fuel รวมถึงอุตสาหกรรมมีความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต หากช่วงใดที่น้ำตาลแพง ก็ไปผลิตน้ำตาลปริมาณมากขึ้น แต่หากช่วงใดน้ำตาลมีราคาถูก จะปรับเปลี่ยนไปผลิตเอทานอลให้มากขึ้น
ขณะที่ประเทศอินเดีย มีการเติบโตและการพัฒนาในอุตสาหกรรมเอทานอลอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยสามารถเพิ่มสัดส่วนการผสมเอทานอลจาก E5 เป็น E20 ได้ โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 ปี ซึ่งถือว่าเร็วกว่าแผนงานที่วางไว้ค่อนข้างมาก
"ในอดีตอุตสาหกรรมเอทานอลของอินเดียมีขนาดเล็กกว่าประเทศไทย แต่ปัจจุบันอินเดียเติบโตกว่าไทยไปแล้วประมาณ 10 เท่าและเป้าหมายในอนาคตของอินเดียกำลังมองไปถึงการขยับสัดส่วนการผสมเป็น E30 และ E40 "
ทั้งนี้ กลไกและโครงสร้างพื้นฐาน ด้านยานยนต์ของอินเดียจะมุ่งไปในทิศทางเดียวกับบราซิล คือการใช้รถยนต์ประเภท Flex-Fuel ซึ่งเป็นรถยนต์ที่สามารถรองรับการใช้เอทานอลได้ตั้งแต่สัดส่วน 0% ไปจนถึง 85%
ดร.เสกสรรค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้ามองภาพใหญ่ของ Net Zero ของทั้งประเทศ การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะประกอบไปด้วย 3 ก้อนหลัก ได้แก่ 1.ภาคการผลิตไฟฟ้า2. พลังงานที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม และ 3. ภาคขนส่ง ยานยนต์ ขนส่งทางถนน ที่มีสัดส่วนใกล้กัน ซึ่งการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อที่จะไปสู่ Net Zero ในภาคขนส่งยานยนต์ตอนนี้ รัฐบาลมีเรื่องของ นโยบายรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ว่าอย่าลืมสิ่งที่มีอยู่แล้วและทำได้ดีนั่นก็คือเชื้อเพลิงเอทานอล หรือแม้แต่เรื่องของไบโอดีเซล
"ถ้าเราสามารถที่จะผลักดันการใช้ E20 ได้เต็มศักยภาพ เราอาจจะเห็นการใช้เอทานอลอยู่ที่ประมาณสัก 6 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 3.12 ล้านตันต่อปี และถ้าเกิดเราทำควบคู่กับ EV 30@30 ถ้าจบโครงการแล้วมี EVตามจำนวนนั้นจริง มีสัดส่วนของ RE (Renewable Energy)อยู่ในกริดประมาณสัก 51% ก็จะเห็นได้ว่าทางฝั่งภาค EV ก็จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 2.45 ล้านตัน รวมกันก็ไม่น้อย แต่ต้องอย่าทิ้งฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ต้องบาลานซ์ให้ได้ "
ดร.เสกสรรค์ กล่าวเสริมเพิ่มเติมว่า หากจะพูดถึงเรื่องของ Net Zero ก็ต้องพ่วงเรื่องของความยั่งยืน หรือ sustainability นอกเหนือจากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก็ต้องดูเรื่องของประโยชน์กับภาคเกษตร เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของอุตสาหกรรม แล้วก็เรื่องของอุตสาหกรรมในอนาคตอีกด้วย
ชูศักยภาพเอทานอลไทย 8.5 ล้านลิตรต่อวัน เสนอพัฒนา Hybrid-Flex Fuel รับเปลี่ยนผ่านพลังงาน
สำหรับภาพรวมหากมองศักยภาพรถยนต์ที่มีอยู่ในประเทศ ตั้งแต่ รถ E20- E85 รถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้ E20 ได้ หรือแม้แต่รถยนต์บางส่วนที่ใช้ได้แค่ E10 หากใช้เต็มศักยภาพจะสามารถขยายได้ถึง 8-8.5 ล้านลิตรต่อวัน แต่ตัวเลขปัจจุบันตัวเลขที่ใช้เอทานอลอยู่มีประมาณ 3.25 ล้านลิตรต่อวัน ดังนั้นตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการส่งเสริมสนับสนุนการใช้เอทานอนยังไม่ดีเท่าที่ควร
ทั้งนี้ ดร.เสกสรรค์ ได้ฝากถึงรัฐบาล โดยระบุว่า เรื่องที่ 1 ถ้าจะไปสู่ Net Zero : one size doesn't fit all ผ่าน EV ก็ต้องทำใน mid-term long-term แต่จากวันนี้จนถึง long-term เอทานอล เรื่องของ bio-fuel ก็ต้องพัฒนาควบคู่กันไป ประการที่ 2 คือเรื่องของ transition period จำนวนรถยนต์ EV จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่า 10 ปี 15 ปี ในระหว่างนี้จนถึง 10 ปี เรื่องของการส่งเสริม รถยนต์ที่เป็นเอทานอล โดยเฉพาะเรื่องของ ไฮบริดบวกกับ Flex-Fuel ที่สามารถใช้จนถึง E85 เป็นสิ่งจำเป็น ถือเป็น infrastructure ที่คิดว่าสำคัญที่สุดในภาคขนส่งยานยนต์ เหมือนกับ grid modernization ในภาคของ PDP







