
'เอกนัฏ' เปิดแผนพลังงาน 25 ปี ดันไฟฟ้าสะอาด 60% พร้อมเปิดเสรี ดัน Net Zero
'เอกนัฏ' กางโรดแมปพลังงานไทย 25 ปี ดันไฟฟ้าสะอาด 60% เปิดเสรีไฟฟ้า-เร่ง Net Zero ปี 2050 ปรับโครงสร้างไฟฟ้ารับยุค AI-Data Center ชูเชื้อเพลิงชีวภาพ-ไฮบริด ลดพึ่งพาตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- กระทรวงพลังงานวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ระยะยาว 25 ปี ให้สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี 2050
- ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้ได้ประมาณ 60% โดยเน้นส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป พลังงานลม และชีวมวล
- เดินหน้านโยบายเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า (Direct PPA) ให้อุตสาหกรรมสามารถซื้อไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนา “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” จัดโดย “ฐานเศรษฐกิจ” ภายใต้หัวข้อ “ทิศทางพลังงานไทย และความคืบหน้า PDP 2026” ว่า การพูดถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น คนส่วนใหญ่มักนึกถึงแต่เรื่องไฟฟ้า แต่ต้องไม่ลืมว่าน้ำมันยังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยมีทำเลยุทธศาสตร์ในการเชื่อมต่อภูมิภาค
ทั้งเรื่องอุตสาหกรรมและการขนส่ง ซึ่งต้นทุนโลจิสติกส์และน้ำมันถือเป็นต้นทุนตัวสำคัญของประเทศ ในอนาคตโลกอาจมองว่า Data Center และปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) คือเชื้อเพลิงใหม่ แต่ในปัจจุบันรัฐบาลต้องบริหารทั้งน้ำมัน ไฟฟ้า และ Data Center/AI ควบคู่กันไป
ปัจจัย 3 ด้านดัน Net Zero 2050
สำหรับความท้าทายและเป้าหมาย Net Zero 2050 รัฐบาลไทยมีความมุ่งมั่น (Commitment) ในเรื่อง Net Zero ภายในปี 2050 หรือในอีก 25 ปีข้างหน้า โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา 3 ด้าน ประกอบด้วย
- ราคา ต้องการน้ำมันและไฟฟ้าที่ถูกที่สุดเพื่อเป็นต้นทุนอุตสาหกรรม
- สิ่งแวดล้อม ความสะอาดของพลังงานตามกระแสโลก
- ความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น กรณีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ
ปัจจุบันประเทศไทย นำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% และนำเข้าก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า คือ LNG และจากพม่า ในสัดส่วนที่สูง เมื่อเกิดวิกฤตในต่างประเทศจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทย
ยุทธศาสตร์ลดนำเข้าน้ำมันตะวันออกกลาง
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) และการปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางนั้น รัฐบาลจึงสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น เอทานอลและไบโอดีเซล แม้บางช่วงราคานำเข้าอาจจะถูกกว่า แต่การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจะทำให้ เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย
ด้านการอุดหนุนราคา มีการใช้กองทุนน้ำมันฯช่วยให้ E20 และ B20 ราคาถูกกว่าน้ำมันฐาน 5 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้
อุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยเป็นฐานการผลิตใหญ่ (Detroit of Asia) มา 30-40 ปี มี Supply Chain ในประเทศถึง 90% ,การเปลี่ยนไปสู่ EV 100% ทันทีอาจกระทบฐานการผลิตเดิม ดังนั้นต้องรักษาความสมดุลและพยายามเป็น Last Man Standing ของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปควบคู่ไปกับการพัฒนาไฮบริด
PDP ใหม่ลากยาว 25 ปี
ขณะที่แผนพลังงานสะอาดและแผน PDP (Power Development Plan) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่จะลากยาวไป 25 ปีถึงปี 2050 เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero โดยตั้งเป้าสัดส่วนไฟสะอาดไว้ที่ประมาณ 60%
โซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) เป็นวิธีที่ถูกที่สุดเพราะผลิตเองใช้เอง รัฐบาลได้ ยกเลิกการขออนุญาต รง.4 สำหรับการติดตั้งบนหลังคาเพื่อลดความยุ่งยาก และตั้งเป้าให้ขออนุญาตติดตั้งเพื่อใช้เองเสร็จภายใน 7 วัน หรือขายคืนระบบไม่เกิน 30 วัน
ประกาศรับซื้อไฟคืนจากภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น
การขยายโควตา จะมีการประกาศรับซื้อไฟคืนจากภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นจากเดิม 90 เมกะวัตต์ เป็น 500+500 เมกะวัตต์ Direct PPA (ตลาดไฟเสรี) จะเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมซื้อไฟสะอาดได้โดยตรงผ่านสายส่งของการไฟฟ้า โดยจะปรับค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมและแข่งขันได้
พลังงานทางเลือกอื่น จะสนับสนุนทั้งลม และ ชีวมวล (Biomass) ซึ่งผลิตไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง และช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยแทนการนำเข้าก๊าซ LNG ที่มีราคาผันผวน
Data Center ต้องการใช้ไฟสูงเกือบ 30,000 เมกฯ
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์ Data Center และค่าไฟ ปัจจุบันมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center สูงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นเม็ดเงินลงทุนมหาศาล รัฐบาลมีแนวทางบริหารจัดการดังนี้
เงินมัดจำการจองไฟ ป้องกันการจองแบบปากเปล่า โดยให้วางเงินมัดจำล่วงหน้าเพื่อนำเงินมาพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า
อัตราค่าไฟ (UGT 2) จะกำหนดราคาที่เหมาะสมตามต้นทุนจริง โดยเฉพาะต้นทุน LNG นำเข้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อภาคประชาชน
ค่าไฟทางสาธารณะ มีนโยบายจะดึงค่าไฟทางออกจากบิลค่าไฟของประชาชนเพื่อให้ค่าไฟถูกลง โดยให้รัฐบาลรับผิดชอบโดยตรง
การเดินหน้าสู่ Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของไทยในตลาดโลก ซึ่งต้องอาศัยทิศทางที่ชัดเจน เจตจำนงที่แน่วแน่ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อเปลี่ยนวิกฤตพลังงานให้เป็นโอกาสของประเทศในอีก 5-10 ปีข้างหน้า







