thansettakij
thansettakij
“นที” จี้เร่งเครื่อง RE เปิดทางไฟฟ้าสีเขียว ดันอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero

“นที” จี้เร่งเครื่อง RE เปิดทางไฟฟ้าสีเขียว ดันอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero

25 มิ.ย. 69 | 08:21 น.
อัปเดตล่าสุด :25 มิ.ย. 69 | 08:33 น.

ภาคอุตสาหกรรมส่งสัญญาณความต้องการไฟสะอาดเพิ่มขึ้น หลังมาตรฐานคาร์บอนโลกเข้มข้น “นที” จากสภาอุตฯ ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องพลังงานหมุนเวียน เปิดทางซื้อขายไฟเขียว ลดความเสี่ยงฐานการผลิตย้ายประเทศ

KEY

POINTS

  • ไทยต้องเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน (RE) เนื่องจากสัดส่วนการใช้งานยังเติบโตช้ากว่าประเทศคู่แข่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  • ภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการไฟฟ้าสีเขียวเพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือกับมาตรการคาร์บอนระหว่างประเทศและตอบสนองเป้าหมาย Net Zero ของบริษัทแม่ระดับโลก
  • เสนอให้ภาครัฐมีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวได้โดยตรง เพื่อผลักดันสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ในงานสัมมนา ROAD TO NET ZERO 2026 “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” จัดโดยฐานเศรษฐกิจ วันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) บรรยายหัวข้อ “พลังงานหมุนเวียนกับการขับเคลื่อนประเทศไทย” สะท้อนสถานการณ์พลังงานสะอาดไทย พร้อมเสนอแนวทางเร่งเปลี่ยนผ่านระบบพลังงาน รองรับการแข่งขันยุคคาร์บอนต่ำ

ไทยต้องเร่งเครื่อง RE หลังเพื่อนบ้านแซง

นายนที กล่าวว่า สัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy : RE) ของไทยเพิ่มขึ้นจาก 14% ในปี 2563 เป็น 17% ในปี 2568 ถือว่ามีการเติบโต แต่เมื่อเปรียบเทียบกับหลายภูมิภาค ทั้งเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมจีน) ยุโรป และอเมริกาใต้ ไทยยังอยู่ในระดับต่ำกว่าอย่างชัดเจน

ที่น่าสนใจคือ แม้ประเทศในตะวันออกกลางจะมีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซจำนวนมาก แต่สัดส่วน RE กลับใกล้เคียงกับไทย สะท้อนว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างที่ต้องเร่งพัฒนา ขณะที่เวียดนามสามารถขยายกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนได้อย่างรวดเร็วจากนโยบายที่ชัดเจน

นที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

“นโยบายคือตัวขับเคลื่อนกิจกรรม ถ้านโยบายไม่ชัด พลังงานหมุนเวียนก็หยุดนิ่ง”

นายนที ระบุว่า ไทยเคยเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนจากมาตรการ Adder ตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งช่วยผลักดันโซลาร์และพลังงานลมในช่วงเริ่มต้น แต่หลังปี 2561-2563 การเติบโตเริ่มชะลอตัว ขณะที่เวียดนามซึ่งเคยมีกำลังผลิตโซลาร์เพียง 5 เมกะวัตต์ สามารถเพิ่มขึ้นเป็น 16,000 เมกะวัตต์ในปี 2563 จากแรงสนับสนุนด้านนโยบาย

ไฟสะอาดกลายเป็นปัจจัยแข่งขันใหม่

นายนที กล่าวว่า โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยปัจจุบันยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติประมาณ 50-60% และเมื่อรวมเชื้อเพลิงฟอสซิลประเภทอื่นมีสัดส่วนเกือบ 70% ขณะที่พลังงานหมุนเวียนจริงยังอยู่ในระดับประมาณ 10%

อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดจากภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่เพียงกระแส แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขัน หลังไทยต้องเผชิญมาตรการด้านคาร์บอน เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป รวมถึงนโยบายลดคาร์บอนของบริษัทแม่ระดับโลก

“นที” จี้เร่งเครื่อง RE เปิดทางไฟฟ้าสีเขียว ดันอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero

นายนที กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้คาร์บอนเครดิตหรือใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (I-REC) อาจไม่ใช่คำตอบระยะยาว เนื่องจากมาตรฐานสากลเริ่มเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะกรณีการนำไฟฟ้าจากโซลาร์ที่ผลิตช่วงกลางวันไปอ้างชดเชยการใช้ไฟตลอด 24 ชั่วโมง

“การใช้คาร์บอนเครดิตเหมือนกินยา แต่ทางออกที่ดีที่สุดคือการลดด้วยตัวเอง คือใช้ไฟสะอาดจริง”

พร้อมยกตัวอย่าง Denso ซัพพลายเออร์หลักของ Toyota ที่ตั้งเป้า Carbon Neutrality และใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2578 โดยไม่ใช้ Offset และไม่ใช้ I-REC ขณะที่ Toyota ตั้งเป้าลดการปล่อย Scope 1 และ Scope 2 ลง 90% ภายในปี 2573 ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องเร่งติดตั้งโซลาร์เพื่อบริหารต้นทุนคาร์บอนด้วยตัวเอง

ชี้ Adder ไม่ใช่ต้นเหตุค่าไฟแพง

นายนที กล่าวถึงข้อถกเถียงเรื่อง Adder และ FiT ว่า ไม่ควรถูกมองเป็นต้นเหตุหลักของค่าไฟแพง เนื่องจากค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ (Policy Expense) ซึ่งรวม Adder และ FiT มีสัดส่วนเพียง 13-17 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 2-4% ของค่าไฟทั้งหมด

ขณะที่ต้นทุนหลักของค่าไฟมาจากค่าเชื้อเพลิง (Energy Payment) ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 53% รวมถึงต้นทุนค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้า

พร้อมเสนอให้ภาครัฐพิจารณารับซื้อไฟตามสัญญาเดิม แต่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเพิ่มปริมาณขายในราคาที่ต่ำลง เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าไฟเฉลี่ย รวมถึงเปิด Third Party Access (TPA) ให้กับอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และผู้ส่งออก สามารถเข้าถึงไฟสีเขียวได้

“นที” จี้เร่งเครื่อง RE เปิดทางไฟฟ้าสีเขียว ดันอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero

เปิดตลาดเสรี ดัน Smart Grid รับอนาคตพลังงาน

นายนที กล่าวว่า ทิศทางพลังงานไทยในอนาคตต้องมุ่งสู่ระบบตลาดเสรี ผ่านแนวคิด Digitalization, Decentralization และ Decarbonization โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ถือเป็นจุดสำคัญ หากไม่สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไทยอาจสูญเสียโอกาสด้านการลงทุน

พร้อมเสนอให้ไทยศึกษาเทคโนโลยีพลังงานใหม่ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เจเนอเรชันใหม่ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงเร่งพัฒนา Smart Grid เพื่อรองรับระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์

นอกจากนี้ รัฐไม่จำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพียงฝ่ายเดียว แต่สามารถใช้โมเดลธุรกิจใหม่ เช่น กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างระบบพลังงานไทยที่มั่นคง ยืดหยุ่น และแข่งขันได้ในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ