
กสศ.ถอดรหัสแรงงานไทย ชง 3 นโยบายด่วน ที่ต้องลงทุนอย่างจริงจัง
วันแรงงานแห่งชาติ กสศ.ชง 3 นโยบายเร่งด่วนปฏิรูปทุนมนุษย์กำลังคนไทย ชี้เยาวชน 15-24 ปีคือการลงทุนที่คุ้มที่สุด หลังพบทักษะดิจิทัลต่ำกว่าเกณฑ์ถึง 74% ฉุดรายได้หายกว่า 6,300 บาทต่อเดือน
1 พฤษภาคม วันแรงงานแห่งชาติปีนี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ออกโรงเตือนสังคมไทยให้ทบทวนนิยาม "แรงงานคุณภาพ" ใหม่ทั้งระบบ หลังพบช่องว่างเชิงโครงสร้างที่บ่อนทำลายการลงทุนด้านกำลังคนของประเทศมาอย่างยาวนาน โดยปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่ปลายทางของตลาดแรงงาน แต่หยั่งรากลึกตั้งแต่วันแรกที่เด็กคนหนึ่งก้าวเข้าสู่ระบบการศึกษา
แรงงานที่มีคุณค่า ไม่ได้เกิดในวันสมัครงาน
นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. เปิดมุมมองว่า สังคมไทยมักนึกถึงแรงงานในฐานะ "คนที่มีงานทำแล้ว" แต่ความเป็นจริงนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
"แรงงานที่มีคุณค่าไม่ได้เกิดขึ้นในวันสมัครงาน แต่ฝังรากอยู่ในวันที่เด็กคนหนึ่งได้รับหรือไม่ได้รับโอกาสการเรียนรู้ที่ดี ในระบบที่ออกแบบมาเพื่อเขา ในเส้นทางที่พาเขาไปถึงอาชีพ รายได้ และศักดิ์ศรีที่เขาสมควรได้"
ธันว์ธิดาชี้ว่า มิติที่หลายคนมองข้ามคือการลงทุนเรื่องการเรียนรู้สำหรับ "วัยแรงงาน" ที่ยังน้อยเกินไป เพราะสังคมมักนึกถึงแต่การลงทุนในวัยเรียน ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานถึง 12 ปีกว่าจะเห็นผล
"คนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่อยู่ในตลาดแรงงานแล้ว ถ้าเราใช้หลักสูตรที่ใช่ ส่งเสริมทักษะที่ใช่ เพียงแค่ 6 เดือนหรือ 1 ปี เขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ทันที กลายเป็นกำลังสำคัญให้กับตัวเอง ครอบครัว และชุมชนได้เลย นี่คือนัยยะของการพัฒนาที่รวดเร็วของกลุ่มวัยแรงงาน ที่เรายังให้ความสำคัญน้อยเกินไป"
เกือบครึ่งฝึกอบรมแล้วไม่ได้ใช้ — วงจรที่ต้องหยุด
ผลสำรวจร่วมจากยูนิเซฟ สภาพัฒน์ และ TDRI พบตัวเลขที่น่าวิตกว่า เกือบ 39% ของผู้ผ่านการฝึกอบรมระบุว่าทักษะที่ได้รับไม่สามารถนำไปใช้งานได้จริง หรือไม่นำไปสู่การมีงานทำ สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนด้านแรงงานของไทยกำลังรั่วไหลอย่างเป็นระบบ
"ถ้าทำแบบเดิม คือส่งเด็กยากจนเข้าไปเรียนหลักสูตรที่มีอยู่แล้วออกมาตกงาน มันก็คือการซ้ำเดิม ไม่ต่างจากวงจรความยากจนที่ไม่หลุดออกไป"
ธันว์ธิดาอธิบายว่า ปัญหาหลักอยู่ที่ความไม่สอดคล้องระหว่างฝั่งอุปทานและอุปสงค์ของตลาดแรงงาน ระบบการศึกษารู้แต่ว่ามีหลักสูตรอะไร แต่ไม่รู้ว่าภาคอุตสาหกรรมต้องการทักษะใด ส่งผลให้บัณฑิตจำนวนมากทำงานต่ำกว่าวุฒิ หรือมีทักษะที่ล้าสมัยก่อนวันแรกของการทำงาน
"เราเจอเด็กที่เรียน 4 ปีจบมาแล้วทักษะตกยุคไปแล้ว เพราะหลักสูตรไม่ทันโลก นั่นคือการสูญเปล่า ทั้งของเขาและของระบบ"
นอกจากนี้ ยังมีมายาคติที่ฝังรากในสังคมว่าสายอาชีพคือ "แรงงานชั้นสอง" ทั้งที่ความเป็นจริงโลกของสายอาชีพเปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
"งานฝีมือไม่ได้เป็นแค่งานฝีมืออีกต่อไป แต่กลายเป็นงานคราฟต์และงานสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าสูง กลุ่มคนที่เรียนสายอาชีพสามารถเป็นนวัตกรในอุตสาหกรรม EV โซลาร์เซลล์ และดิจิทัลได้เลย"
ทักษะพื้นฐานวิกฤตหนัก — รายได้ต่างกัน 6,300 บาทต่อเดือน
ข้อค้นพบจากการศึกษาร่วมกับธนาคารโลกเผยให้เห็นความเปราะบางของกำลังแรงงานไทยในระดับรากฐาน โดยพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทักษะเฉพาะทาง แต่อยู่ที่ทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational Skills) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่
- ทักษะการรู้หนังสือ (การวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล) — ตกเกณฑ์ถึง 60% ของประชากร
- ทักษะดิจิทัล(การใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาชีวิตจริง) — ต่ำกว่าเกณฑ์สูงถึง 74.1%
- ทักษะสังคมและอารมณ์** (การทำงานร่วมกัน การจัดการตนเอง) — ตกเกณฑ์ 30%
"ทักษะ 3 ด้านนี้ไม่ใช่แค่ทักษะสำหรับอนาคต แต่ส่งผลต่อรายได้ปัจจุบันทันที และที่สำคัญกว่านั้น เมื่อเจอวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นโควิด น้ำท่วม หรือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ คนที่มีทักษะพื้นฐานชีวิตสูงก็จะปรับตัวและรับมือได้เร็วกว่ามาก
ข้อมูลยังพบว่าผู้ที่มีทักษะพื้นฐานสูงกว่ามีรายได้มากกว่าถึง 6,300 บาทต่อเดือน ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นรายปีถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
7 ปีทุนสายอาชีพ — พิสูจน์แล้วว่าเปลี่ยนชีวิตได้จริง
ท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว กสศ. ชู "ทุนนวัตกรรมสายอาชีพ" ชั้นสูงในฐานะโมเดลที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล โดยปัจจุบันดำเนินการมาครบ 7 ปี มีนักศึกษารับทุนสะสม 15,278 ราย ครอบคลุมสถานศึกษาสายอาชีพทั้งภาครัฐและเอกชน 150 แห่ง ใน 60 จังหวัดทั่วประเทศ ปีละประมาณ 2,500 ทุน
จุดแตกต่างที่สำคัญของโมเดลนี้คือการออกแบบจากความต้องการตลาดในแต่ละพื้นที่ก่อน แล้วจึงชวนสถานศึกษาและภาคเอกชนมาร่วมออกแบบหลักสูตร แทนที่จะนำหลักสูตรเดิมมาเป็นตัวตั้ง
"เราไม่ได้เอาหลักสูตรที่มีอยู่แล้วมาเป็นตัวตั้ง แต่เริ่มจากดีมานด์ก่อน ลงไปดูในแต่ละจังหวัด แต่ละพื้นที่ว่ามีอาชีพอะไรที่กำลังเปลี่ยน อะไรที่ตลาดต้องการจริงๆ แล้วค่อยชวนสถานศึกษามาร่วมออกแบบหลักสูตร"
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลและผู้ช่วยทันตแพทย์ ระยะเวลาเพียง 1 ปี ที่เกิดจากการมองเห็นความต้องการบุคลากรด้านสุขภาพที่พุ่งสูงจากสังคมสูงวัย โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และการดูแลผู้ป่วยระยะยาว ผลลัพธ์คือผู้เรียนมีงานทำ 100% หลังสำเร็จการศึกษา ด้วยรายได้เฉลี่ย 12,000–26,000 บาทต่อเดือน
กสศ. ยังไม่หยุดแค่การมีวุฒิการศึกษา แต่ผลักดันให้ผู้เรียนมีสิ่งที่เรียกว่า "1+X" คือวุฒิประกาศนียบัตรบวกกับใบรับรองจากสภาวิชาชีพ มาตรฐานฝีมือแรงงาน และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางตามบริบทของพื้นที่
" X ตัวนี้แหละที่สร้างมูลค่าเพิ่มจริงๆ บางกรณีสามารถแปลงตรงๆ เป็นรายได้ที่สูงขึ้นได้เลย เช่น มีภาษาอังกฤษระดับหนึ่งก็ได้เพิ่มอีกสองพันบาทต่อเดือน"
อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคืออาชีพใหม่อย่าง "ช่างบริหารอาคาร" ที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจโรงแรมและอพาร์ตเมนต์ที่ต้องการช่างที่ทำได้ครบในคนเดียว แทนการจ้างช่างหลายสาขาแยกกัน ปัจจุบันนำร่องแล้วใน 5 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น ภูเก็ต กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา และนครราชสีมา ร่วมกับหอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัด โดยเด็กที่ได้ทุนเป็นเด็กในพื้นที่ ทำงานในพื้นที่ ไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน
SROI คืนผล 2-4 เท่า — ตัดวงจรยากจนข้ามรุ่น
ผลการศึกษาผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมจากการลงทุน (SROI) พบว่าทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2–4 เท่าของเงินลงทุน ขณะที่ในมิติครัวเรือน นักศึกษาทุนซึ่งส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยเพียง 3,000 บาทต่อเดือน สามารถมีรายได้สูงกว่าพ่อแม่ถึง 4–8 เท่า หลังเรียนจบเพียง 1 ปี
"นักศึกษากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนแรกในครอบครัวที่เรียนสูงที่สุด และมีรายได้สูงที่สุดในบ้าน พ่อแม่ส่วนใหญ่จบไม่เกิน ม.3"
ผลกระทบยังขยายวงออกไปไกลกว่าตัวผู้รับทุน เมื่อสมาชิกในบ้านคนหนึ่งมีโอกาส น้องๆ ในครอบครัวมีโอกาสอยู่ในระบบการศึกษานานขึ้น บ้านได้รับการซ่อมแซม และคุณภาพชีวิตโดยรวมของครัวเรือนเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
"ลองคิดภาพดูว่าถ้าคนพี่ได้รับโอกาส แล้วคนน้องก็ตามมา รายได้ในบ้านก็จะสะสม โอกาสก็เพิ่ม วงจรความยากจนก็จะไม่ซ้ำรอยเดิมอีก นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าการลดความยากจนข้ามรุ่น ผ่านการลงทุนในทักษะที่ใช้งานได้จริง"
20 ล้านแรงงานนอกระบบ — โอกาสได้รับการฝึกอบรมแค่ 4%
ธันว์ธิดาชี้ให้เห็นอีกหนึ่งวิกฤตที่ซ่อนอยู่ในตัวเลข นั่นคือแรงงานนอกระบบอายุ 24–64 ปี อีกกว่า 20 ล้านคน ที่หลังจบการศึกษาแทบไม่เคยได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมอีกเลย
"กลุ่มนี้มีโอกาสได้รับการฝึกอบรมหลังจบการศึกษาเพียง 4% เท่านั้น แปลว่าวันสุดท้ายที่เขาได้เรียนอาจเป็นวันที่เขาจบ ม.3 หรือ ม.6 และหลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาสพัฒนาตัวเองอีกเลยตลอดช่วงชีวิตการทำงาน ทั้งๆ ที่โลกเปลี่ยนไปแล้วมากมาย"
ขณะที่กลุ่มเยาวชนอายุ 15–24 ปีถูกมองว่าเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดในการลงทุน เพราะหากปล่อยให้กลุ่มนี้ตกหล่น พวกเขาจะกลายเป็นแรงงานนอกระบบตลอดชีวิต
"ถ้าลงทุนกับกลุ่มเยาวชนวันนี้ เขาสามารถเป็นกำลังสำคัญได้อีกกว่า 40 ปีจนถึงวัยเกษียณ การลงทุนนี้สามารถพลิกชีวิตเขาได้เลย แล้วก็ยังพลิกชีวิตประเทศไทยได้ด้วย"
3 นโยบายเร่งด่วนที่ต้องลงมือทำ
กสศ. เสนอ 3 แนวนโยบายที่ต้องผลักดันโดยเร่งด่วนเพื่อพลิกโฉมระบบกำลังคนของประเทศ ประกอบด้วย
1. ลงทุนกับเยาวชนอายุ 15–24 ปีอย่างจริงจัง เพราะผลตอบแทนระยะยาวสูงที่สุด หากงบประมาณมีจำกัดควรเน้นตรงจุดนี้ก่อน
2. ออกแบบหลักสูตรให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต เน้นภาคที่กำลังเติบโต เช่น เกษตรอัจฉริยะ บริการดิจิทัล และเศรษฐกิจสุขภาพ พร้อมกระจายโอกาสสู่พื้นที่ห่างไกลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่
3. ดึงนายจ้างและภาคเอกชนเข้าร่วมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่รับแรงงานปลายทาง แต่ต้องมีส่วนร่วมออกแบบหลักสูตรและกำหนดมาตรฐานทักษะตั้งแต่เริ่มต้น
"ท้ายที่สุด ถ้าไม่มีภาคเอกชนเข้ามาร่วม การเปลี่ยนแปลงภาพรวมของระบบแรงงานไทยก็จะเกิดขึ้นได้ยากมาก"
เปลี่ยนมุมมอง — จากภาระสู่ทรัพยากร
ธันว์ธิดากล่าวทิ้งท้ายด้วยวาทะที่ตรงไปตรงมาถึงรากของปัญหา ว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนจินตภาพของสังคม
"เราไม่ได้ส่งเสริมเขาเพราะเขายากจนแล้วสงสาร แต่เพราะเราเห็นศักยภาพของเขา ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะยากจน ด้อยโอกาส หรือพิการ ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพ ถ้าเราร่วมกันส่งเสริม ไม่ใช่สงเคราะห์ ประเทศไทยก็จะเดินออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้ในที่สุด"
และนั่นคือภารกิจที่ กสศ. ยืนยันว่าการสร้างกำลังคนที่มีคุณค่าจะต้องเป็นทั้งวาระด้านเศรษฐกิจและวาระด้านความเสมอภาคไปพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง







