
เปิดผลวิจัยชีวิตครูโรงเรียนเล็ก 'เสียสมดุลชีวิต' งานล้น แบกสารพัดหน้าที่
กสศ.เปิดผลวิจัย วิกฤตครูโรงเรียนเล็ก ต้องสอนเกินมาตรฐาน 37.6% พร้อมแบกบทบาทธุรการ การเงิน พีอาร์ ช่างซ่อม ครูถึง 63% สูญเสียสมดุลชีวิต–งาน เสี่ยงเครียดสะสมและเบิร์นเอาต์ เสนอเร่งจ้างบุคลากรเฉพาะทาง ดึงครูกลับสู่ห้องเรียนก่อนคุณภาพการศึกษาทรุดทั้ง
KEY
POINTS
- ผลวิจัยชี้ครูในโรงเรียนขนาดเล็กมีภาระงานสอนสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานถึง 37.6% โดยต้องสอนเฉลี่ย 27.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมักต้องสอนควบหลายวิชาหลายระดับชั้น
- ครูต้องรับผิดชอบงานบริหารจัดการและงานเฉพาะทางอื่นๆ ที่ใช้เวลามาก นอกเหนือจากงานสอน เช่น งานหัวหน้าสายชั้น งานวิชาการ งานประชาสัมพันธ์ และงานธุรการ
- ภาระงานที่หนักส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพการสอน และทำให้ครูกว่า 63% ไม่สามารถสร้างสมดุลชีวิตการทำงาน (Work-Life Balance) ได้ นำไปสู่ความเครียดและภาวะหมดไฟ
- ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยคือการลดภาระงานที่ไม่จำเป็น จ้างบุคลากรเฉพาะทางเพื่อทำงานสนับสนุน และปฏิรูประบบเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียนเป็นภารกิจหลัก
วันที่ 16 มกราคม 2569 ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รายงานผลวิจัยจากการสำรวจภาระงานครูจากกลุ่มตัวอย่างในสังกัด สพฐ. ท้องถิ่น เอกชน และ กทม.
พบข้อมูลว่า ครูในโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องแบกภาระงานสอนกว่า 27.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ถึง 37.6%
ประเด็นที่ค้นพบคือวงจรความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนเล็กที่มีทรัพยากรน้อยที่สุด แต่เป็นโรงเรียนที่ครูต้องแบกภาระมากที่สุด ส่งผลถึงนักเรียนยากจนในโรงเรียนเหล่านี้ ที่ควรได้รับการดูแลมากที่สุดกลับได้รับโอกาสน้อยที่สุด
ผลการวิจัยยังพบว่ายิ่งครูอาวุโส จะได้รับมอบหมายงานสอนน้อยลง จะได้รับมอบหมายให้สอนน้อยกว่าครูรุ่นใหม่ ส่งผลให้ครูหนึ่งคนต้องสอนหลายวิชาและหลายระดับชั้น
นอกจากนี้ยังพบว่า 5 อันดับภาระงานนอกเหนือการสอนที่ครูต้องใช้เวลามากที่สุดต่อภาคเรียน
- อันดับ 1 คืองานหัวหน้าสายชั้นหรือหัวหน้าระดับ ใช้เวลาสูงถึง 874 ชั่วโมง
- อันดับ 2 งานสำนักวิชาการ 777 ชั่วโมง
- อันดับ 3 งานประชาสัมพันธ์ 468 ชั่วโมง
- อันดับ 4 งานประกันคุณภาพ 438 ชั่วโมง
- อันดับ 5 งานบุคคล 414 ชั่วโมง
“งานหัวหน้าระดับเป็นงานที่แบกภาระสูงสุด ใช้เวลาเฉลี่ยในการทำงานแต่ละครั้งประมาณ 11.96 ชั่วโมง เกือบเท่ากับการทำงานเต็มวัน ข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่านอกจากภาระงานสอนที่หนัก ครูยังต้องรับผิดชอบงานบริหารจัดการที่กินเวลามาก ซึ่งจะยิ่งเพิ่มภาระงานอย่างมีนัยสำคัญ”
อีกประเด็นที่ถูกสะท้อนว่าเป็นภาระหนักคือ งานที่ควรใช้เจ้าหน้าที่เฉพาะทาง โดยเฉพาะสามตำแหน่งงานสำคัญที่โรงเรียนควรมี คือ
- 1.นักประชาสัมพันธ์ (เขียนข่าว, ดูแลสื่อ)
- 2.ช่างเทคนิคซ่อมบำรุง (ดูแลด้านโสต, อาคารสถานที่)
- 3.งานธุรการ/การเงิน (จัดการเอกสาร, พัสดุ) เนื่องจากต้องการความชำนาญเฉพาะด้าน หลายอย่างเกี่ยวข้องกับระเบียบกฎหมาย
ครู 47.7% บอกว่าภาระงานล้นมือส่งผลถึงคุณภาพการสอนในห้องเรียน มีเพียง 29.7% ที่บอกว่ามีเวลาเพียงพอในการเตรียมบทเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้เรื่องสมดุลชีวิตและการทำงาน Work Life Balance มีครูถึง 63 % บอกว่าไม่สามารถทำได้ ทำให้มีความเครียดสะสมและภาวะ Burnout
ข้อเสนอจากงานวิจัย ในระยะสั้นที่ทำได้ทันที ได้แก่
1.ลดภาระงานไม่จำเป็น ตัดงานเอกสารซ้ำซ้อน ปรับลดลำดับความสำคัญของงานอื่น ๆ เพื่อให้งานสอนเป็นภารกิจอันดับหนึ่ง
2.กระจายงานอย่างเป็นธรรม เลี่ยงการมอบหลาย ๆ โครงการให้ครูเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว
3.แยกงานสนับสนุนจากงานครู โดยพิจารณาจ้างบุคลากรเฉพาะทาง เช่นงานธุรการ การเงิน พัสดุ ฯลฯ
ในระยะกลางที่สามารถทำได้ภายใน 6-12 เดือน ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตครู ได้แก่
1.เพิ่มเวลาเตรียมสอน โดยลดชั่วโมงสอนต่อสัปดาห์ หรือจัดคาบว่างสำหรับการเตรียมสอนโดยเฉพาะ
2.ดูแลสุขภาพใจ ด้วยการจัดโปรแกรมสุขภาพจิต มีช่องทางให้คำปรึกษากับครู เพื่อป้องกันภาวะเครียดสะสม
3.สร้างสมดุลชีวิตและการทำงาน โดยกำหนดนโยบายงดติดต่องานนอกเวลาราชการอย่างจริงจัง
ระยะยาว 1-2 ปี เพื่อแก้ปัญหาภาระงานครูอย่างยั่งยืน ได้แก่
1.ปฏิรูประบบราชการและโครงสร้างแบบเดิม นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานเอกสาร
2.สร้างระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) เพื่อสนับสนุนครูใหม่ในการปรับตัว และการเผชิญความท้าทายต่าง ๆ
3.สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพวิชาชีพครู เพื่อให้ครูมีส่วนร่วมตัดสินใจ เพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของ และเติมเต็มขวัญกำลังใจ

