
เด็กไทย 'เรียนฟรีไม่มีจริง' มีต้นทุนแฝง-จบแค่ ม.3 พุ่ง
“ดร.ไกรยส ภัทราวาท” ผู้จัดการกองทุน กสศ. เผยสถานการณ์ความเหลื่อมลํ้าการศึกษาไทยขั้นวิกฤต เด็กยากจนพิเศษต้องสู้ชีวิตด้วยรายได้เฉลี่ยวันละ 40 บาท หวั่นหลุดออกจากระบบช่วง ม.3 หลังพบไทยติดกับดักการศึกษาเฉลี่ยเพียง 9 ปี ตํ่ากว่าคู่แข่งเอเชีย
KEY
POINTS
- นโยบายเรียนฟรี 15 ปีไม่เป็นจริง เนื่องจากนักเรียนยากจนยังต้องแบกรับ "ต้นทุนแฝง" เฉลี่ยปีละ 9,420 บาท ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการศึกษาต่อ
- คนไทยมีจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยเพียง 9.32 ปี สะท้อนว่าประชากรส่วนใหญ่ยุติการศึกษาในระดับชั้น ม.3 ซึ่งเป็นเพียงการศึกษาภาคบังคับ
- ภาระค่าใช้จ่ายและความยากจนในครอบครัว ส่งผลให้นักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษจำนวนมาก (18.5% ในปี 2567) ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาหลังจบชั้น ม.3 เพื่อไปทำงาน
หากเปรียบการพัฒนาประเทศเป็นการวิ่งมาราธอน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะ “ติดหล่ม” ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งในเอเชียพุ่งทะยานไปข้างหน้า
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาและปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบของประเทศไทย โดยฉายภาพให้เห็นถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดเซาะอนาคตของชาติอย่างรุนแรง
จาก “เสือเศรษฐกิจ”สู่ “กับดักการศึกษา 9 ปี”
ดร.ไกรยส ย้อนภาพไปเมื่อ 30 ปีก่อนที่ไทยเคยถูกจับตามองว่าจะกลายเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่ในขณะที่ประเทศอย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ก้าวข้าม ไปสู่ประเทศรายได้สูงด้วยการลงทุนใน “คุณภาพคน” ผ่านการศึกษาที่มีจำนวนปีเฉลี่ยสูงถึง 12-13 ปี
แต่ปัจจุบันประเทศไทยกลับมีจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่เพียง 9.32 ปี เท่านั้นซึ่งหมายความว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงยุติการศึกษาอยู่เพียงแค่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) ซึ่งเป็นระดับการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี
ความจริงที่เจ็บปวด :“เรียนฟรีที่ไม่ฟรีจริง”
สถานการณ์ความยากจนของเด็กนักเรียนในสังกัด สพฐ. กว่า 8.4 ล้านคน พบว่ามีกลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ “เด็กยากจนพิเศษ” ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพียง 1,200 กว่าบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นเงินเพียง วันละประมาณ 40 บาท เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนว่าชีวิตของเด็กเหล่านี้อยู่ตํ่ากว่าเส้นความยากจนของประเทศอย่างมาก
แม้รัฐจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ในความเป็นจริงยังมี “ต้นทุนแอบแฝง” ที่สูงถึง 9,420 บาทต่อปี ประกอบด้วย
- ค่าเดินทาง 2,682 บาท (28.47%)
- ค่าอาหารเช้า 2,574 บาท (27.33%)
- ค่าเล่าเรียนเพิ่มเติม 2,708 บาท (28.74%)
- ค่าเครื่องแบบ 973 บาท (10.33%)
- ค่าอุปกรณ์การเรียน 483 บาท(5.13%)
“ภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็กยากจนไม่สามารถเรียนต่อในระดับมัธยมปลายหรืออาชีวศึกษาได้ โดยเฉพาะเมื่อโรงเรียนมัธยมมักตั้งอยู่ในตัวเมืองหรือห่างไกลจากชุมชน”
โครงสร้างครอบครัวที่เปราะบาง
ดร.ไกรยส ระบุว่าไทยกำลังเผชิญกับหน้าต่างโอกาสที่กำลังจะปิดลง จากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงเหลือเพียงประมาณ 4.1 แสนคนในขณะที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถึง 9.5 แสนคน หรือมากกว่า 2 เท่า ในอนาคตเด็ก 1 คนอาจต้องดูแลผู้สูงอายุถึง 2-3 คน
หากเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ประเทศจะเผชิญกับวิกฤตทางการคลังและหนี้สาธารณะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ ข้อมูลจากการเยี่ยมบ้านพบว่า ครอบครัวนักเรียนยากจนพิเศษกว่า 50% อยู่ในสถานะหย่าร้าง แยกกันอยู่ หรือทอดทิ้ง 42.35 % เด็กจำนวนมากต้องอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุ (44.86%) อยู่กับผู้ว่างงาน (28.62%) และอยู่กับผู้พิการ (9.58%) หรือผู้ป่วยเรื้อรัง (9.93%)
“เด็กเหล่านี้เปรียบเสมือนนกที่ไม่เคยเห็นท้องฟ้า เพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่กว่า 60.45% จบการศึกษาเพียงระดับประถมหรือตํ่ากว่านั้น เมื่อถึงจุดหักเหที่ชั้น ม.3 เด็กจำนวนมากจึงต้องทิ้งการเรียนเพื่อไปเป็นเสาหลักเลี้ยงครอบครัว ตั้งแต่อายุยังน้อย และเมื่อจบ ม.3 แรงกดดันทางเศรษฐกิจจึงบังคับให้พวกเขาต้องเลือกทำงานมากกว่าการเรียนต่อ”
เส้นทางที่หลุดหายและโอกาสที่ริบหรี่
สถิติระบุชัดเจนว่าช่วงรอยต่อ ม.3 คือจุดหักเหที่สำคัญที่สุด โดยในปีการศึกษา 2567 มีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษจบ ม.3 จำนวน 167,989 คน แต่มีถึง 18.5% หรือ 31,028 คน ที่ไม่พบข้อมูลการเรียนต่อ
และเมื่อมองภาพรวมไปถึงระดับอุดมศึกษา พบว่าเด็กยากจนพิเศษมีโอกาสเข้าถึงมหาวิทยาลัยได้เพียง 12.5% หรือ 1 ใน 8 เท่านั้น ซึ่งตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยของคนไทยทั่วไปถึง 3 เท่า
หากเด็กกลุ่มนี้จบเพียง ม.3 รายได้ของเขาจะไม่เพียงพอต่อการเสียภาษีเงินได้ แต่หากเราสามารถผลักดันให้เขาจบ ม.6, ปวช. หรือปริญญาตรีได้ เขาจะเป็นคนรุ่นแรกของตระกูลที่มีรายได้เกิน 10,000 บาทต่อเดือน และสามารถก้าวพ้นวงจรความยากจนข้ามรุ่นได้ในที่สุด
ทางออก“Thailand Zero Dropout”
ปัจจุบัน กสศ. และภาคีเครือข่ายกำลังเร่งช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาซึ่งมีจำนวนกว่า 8 แสน - 9.6 แสนคน, ผ่านโครงการต่างๆ เช่น ทุนก้าวเพื่อน้อง ของมูลนิธิก้าวคนละก้าว,ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง และทุนครูรักษ์ถิ่น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ Thailand Zero Dropout เพื่อดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบ หรือสร้างเส้นทางพัฒนาทักษะอาชีพที่ยืดหยุ่น
อย่างไรก็ตาม ดร.ไกรยสเน้นยํ้าว่า งบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการร่วมกันสนับสนุน เพราะการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กเพียง 1 คน ไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับเด็กคนนั้น แต่เป็นประโยชน์สาธารณะที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดภาระทางสังคมของประเทศในระยะยาว







